|
 |
|
"บินไทย" งานเข้าจ่อเพิ่มทุนอีก
|
 |
|
คลังจ่อลดแหลก!คราวนี้ภาษีสปาได้เฮ
|
"บินไทย" งานเข้าจ่อเพิ่มทุนอีก

บินไทย จ่อต้องจัดทำแผนเพิ่มทุนอีกระลอกหลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง โยนลูกให้ว่าที่ดีดีใหม่ "ปิยสวัสดิ์" สานต่อ ขณะบอร์ดบินไทยกลับลำดันตั้ง "พฤทธิ์" คุมอีวีพีฝ่ายพาณิชย์ควบคาร์โก้ทั้งที่ก่อนหน้าเพิ่งมีมติให้เป็นอำนาจดีดีใหม่ ...
เผยบินไทยจ่อต้องจัดทำแผนเพิ่มทุนอีกระลอกหลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง โยนลูกให้ว่าที่ดีดีใหม่ "ปิยสวัสดิ์" สานต่อ ขณะบอร์ดบินไทยกลับลำดันตั้ง "พฤทธิ์" คุมอีวีพีฝ่ายพาณิชย์ควบคาร์โก้ทั้งที่ก่อนหน้าเพิ่งมีมติให้เป็นอำนาจดีดีใหม่
นายวัลลภ พุกกะณะสุต กรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัทการบินไทยที่มีนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธานว่า ที่ประชุมบอร์ดยืนยันสภาพคล่องทางการเงินของการบินไทยภายในปี 2552 ไม่มีปัญหาเพราะแผนระดมทุนก่อนหน้านี้ครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมดอยู่แล้ว
แต่ในระยะยาวการบินไทยมีความจำเป็นจะต้องระดมทุนเพื่อความมั่นคงในอนาคต เพราะปัจจุบันทุนจดทะเบียนของบริษัทการบินไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำประมาณ 17,000 ล้านบาทเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนเพื่อจะทำให้กำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (EBIDA) ของการบินไทยอยู่ที่ 40,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้สัดส่วนอยู่ที่ 25,000 ล้านบาท ส่วนการดำเนินงานปัจจุบันการบินไทยจะอ้างอิงรายได้จากการขายตั๋วและการตลาดเป็นหลักซึ่งมีความผันผวนมากถือว่ามีความเสี่ยงจึงจำเป็นต้องมีแผนเพิ่มทุนเพื่อช่วยให้สภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น "ในส่วนการจัดทำแผนการเพิ่มทุนเป็นแผนระยะยาวนั้น นายวัลลภกล่าวว่าเป็นหน้าที่หลักที่สำคัญของนายปิยสวัสดิ์ อัมระ-นันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) คนใหม่ ที่จะต้องเข้ามาจัดทำรายละเอียดและกำหนดรูปแบบการระดมทุนที่เหมาะสมต่อไปซึ่งจะต้องสรุปภายในเดือน ธ.ค.นี้"
ส่วนการปรับแผนการตลาดนั้น นายวัลลภกล่าวว่า ภายในเดือน พ.ย.52 นี้คาดว่าจะมีการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-ออสโลซึ่งพบว่าผลดำเนินการได้รับการตอบรับดีมีปริมาณผู้โดยสารเต็มทุกเที่ยวบิน คาดว่าจะต้องเพิ่มจาก 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เป็น 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์และจะทบทวนการเปิดบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-แอฟริกาใต้เพื่อรองรับการแข่งขันเวิลด์คัพที่ประเทศแอฟริกาที่จะเป็นเจ้าภาพในช่วงกลางปี 2553 นี้
นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ดมีมติแต่งตั้งนายพฤทธิ์ บุปผาคำ กรรมการผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์ สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ (FZ) ขึ้นดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ (DN) และยังรักษาการในตำแหน่งเดิมพร้อมแต่งตั้งนางชุดา ธนะภูมิ ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษระดับผู้อำนวยการใหญ่ (D7) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถูกแขวนให้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (DI) โดยให้มีผลทันที
ทั้งนี้ การแต่งตั้งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์นั้น คณะกรรมการสรรหาได้มีการพิจารณาเห็นว่าคุณสมบัติของนายพฤทธิ์เหนือกว่าผู้บริหารอีก 4 รายที่มีความเหมาะสมเช่นกันเพราะมีความได้เปรียบด้านประสบการณ์เป็นผู้จัดการฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดประจำสถานีต่างๆทั่วโลกหลายประเทศ ทั้งเยอรมนี สวีเดน ออส-เตรเลียและมาเลเซียและตำแหน่งสุดท้ายเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายคาร์โก้มาก่อน จึงถือว่ามีประสบการณ์เหมาะสมที่สุดในตำแหน่งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนหน้านี้ บอร์ดการบินไทยได้มีการพิจารณาโครงสร้างฝ่ายบริหารใหม่ แต่ถูกสหภาพรัฐวิสาหกิจการบินไทยประท้วงอย่างหนักต่อการเพิ่มตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์และแผน (DY) และรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการลูกค้า (DA) ทำให้ต้องเลื่อนออกไป โดยอ้างว่าจะมอบให้ดีดีคนใหม่เป็นผู้พิจารณาการปรับโครงสร้างใหม่และแต่งตั้งคนที่เหมาะสมเอง
อย่างไรก็ตาม ในการแต่งตั้งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายพาณิชย์ครั้งนี้กลับไม่มีปัญหา โดยมีกระแสระบุว่าเนื่องจากนายพฤทธิ์มีสายสัมพันธ์ สนิทสนมกับนายวัลลภแม้จะมีการตั้งข้อสังเกตว่านายพฤทธิ์มีอาวุโสน้อยกว่าอีกหลายคนก็ตาม
ส่วนราคาหุ้นการบินไทย ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์ว่า ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 20.10 บาท ลดลง 1.10 บาทจากวันก่อนแต่ก็ยังถือว่าราคาเคลื่อนไหวในทิศทางที่สูงสุดในรอบ 3 เดือน.
.............................
คลังจ่อลดแหลก!คราวนี้ภาษีสปาได้เฮ

กระทรวงการคลัง เตรียมพิจารณา ยกเว้นการจัดเก็บภาษีสปา หลังผู้ประกอบการเรียกร้องจำนวนมาก จากที่จัดเก็บอยู่ 10% อ้าง เป็นธุรกิจสุขภาพ และอัตราจ้างงานที่สูง ...
นายสาธิต รังคสิริ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ กล่าวว่า เตรียมหารือร่วมกับ รมว.คลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณายกเว้นการจัดเก็บภาษีให้กับธุรกิจสปา เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากขอให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษี จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ที่ 10% โดยผู้ประกอบการให้เหตุผลการขอยกเว้นภาษีว่า ธุรกิจสปาเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและมีอัตราการจ้างงานที่สูง อีกทั้งยังเกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว จึงเห็นว่าธุรกิจดังกล่าวควรสนับสนุน
ทั้งนี้ กระทรวงได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเข้าไปตรวจสอบสถานบริการสปาต่างๆ ว่า เข้าหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจเป็นสถานประกอบการเพื่อความงามหรือไม่ และจัดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาสถานประกอบการส่วนใหญ่จะไม่เข้าหลักเกณฑ์ เช่น การที่มีห้องน้ำ หรือห้องล้างตัวอยู่รวมกับห้องนวด ขณะที่แสงไฟที่ใช้ภายในก็ไม่สว่างเพียงพอ เพื่อให้เอื้อต่อการยกเว้นการจัดเก็บภาษีดังกล่าว
"เชื่อว่ามาตรฐานที่ดีขึ้นจะเป็นการดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการมากกว่าที่ผ่านๆมา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีรายได้จากการบริการเพิ่มขึ้น และจากเดิมที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาใช้บริการสปาประมาณ 10% คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ซึ่งนับว่าคุ้มค่ามากกับรายได้ที่สูญเสียไปจากการยกเว้นการจัดเก็บภาษีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว น่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานนัก".
............................. |