| ท่องเที่ยวทั่วไทยวันนี้ |
|
|
คืนนั้น "ซอยรมณีย์" ในย่านเก่าแห่งภูเก็ต คึกคัก คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มารอชมการบรรเลงเพลงแจ๊ซกันอย่างในจดใจจ่อ เนื่องจากเป็นคืนพิเศษที่ 1 เดือนมีครั้ง คือในทุกค่ำคืนวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ซอยรมณีย์จะปิดถนนให้คนดนตรีมา ร้อง เล่น เต้น บรรเลงเพลงสดๆกันอย่างเมามันธีมหลักของงานคือดนตรีแจ๊ซอันเร่าร้อนและอ่อนหวาน ตามจังหวะ ท่วงทำนอง และอารมณ์ของนักดนตรีที่ร่ายเพลงบรรเลงออกมา ส่วนธีมหลักของผมคือไปนั่งดริงก์ ฟังแจ๊ซ เหล่าสาว และดู“ตึก”!!! ตึกที่ซอยรมณีย์และในย่านเมืองเก่า สวยเฉียบ ด้วยสถาปัตยกรรม“ชิโน-โปรตุกีส” อันงดงามเป็นเอกลักษณ์ จนผมถูกเสน่ห์มัดใจให้กลับมาเดินเที่ยวอีกครั้งในสายวันรุ่งขึ้น เมืองเก่าภูเก็ตได้ชื่อว่าเป็นย่านตึกชิโน-โปรตุกีสที่สวยที่สุดในเมืองไทย ตึกเก่าเหล่านี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึง รัชกาลที่ 7 เจริญรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี(คอซิมบี้ ณ ระนอง) ก่อนที่จะเสื่อมสภาพและถูกแทนที่ด้วยอาคารรูปแบบใหม่ที่ดูแข็งทื่อ แปลกแยก ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนหลายคนทนไม่ได้ มองว่าถ้าไม่อนุรักษ์ปรับปรุง คุณค่าทางประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของอาคารชิโน-โปรตุกีสที่สวยที่สุดในเมืองไทยอาจสูญหายไปจากเมืองไทย นั่นจึงเกิดโครงการอนุรักษ์อาคารในย่านเมืองเก่าขึ้นมาในราวปี 2540ย่านท่องเที่ยวเมืองเก่าในภูเก็ตครอบคลุมถนนหลายสายหลายช่วง ผมโชคดีที่มีคนให้หนังสือคู่มือชมเมืองเก่าภูเก็ตมา จึงใช้หนังสือเล่มนี้เป็นไกด์บุ๊กเดินลุยถั่วไปตามตึกรามบ้านเรือนเด่นๆบนถนนแต่ละสาย แบบไม่ได้เจาะจงไปตามทางที่หนังสือกำหนด หากแต่ไปตามเส้นทางที่สะดวกเดิน เริ่มจากจุดออกสตาร์ทบนถนนถลาง ณ สวน 72 พรรษา ที่มีรูปปั้น พญามังกรทะเล“ฮ่ายเหล็งอ๋อง” ตั้งตระหง่าน ติดกันเป็นที่ตั้งของอาคารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ทาสีใหม่ ส้มอิฐ-ขาว-เขียว ดูสดใส จากจุดนี้หากเดินไปทางถนนมนตรีจะเจอกับตึกเก่าที่ทำการไปรษณีย์ชั้นเดียว แต่ดูเท่มาก ปัจจุบันเขาจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรภูเก็ต จากพญามังกรผมเดินออกซ้ายผ่านถนนภูเก็ตไปถนนพังงา ตรงสี่แยกธนาคารชาร์เตอร์ บรรยากาศเมืองเก่าช่วงนี้ต้อนรับด้วย“ธนาคารนครหลวงไทย”(สแตนดาร์ตชาร์เตอร์เดิม)กับซุ้มโค้งสวยงามสอดรับไปกับมุมถนน ฝั่งตรงข้ามเป็น “ศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ” อันโดดเด่นไปด้วยหอนาฬิกาสูง จากนั้นเดินชมตึกแถวเก่าที่มีการตกแต่งซุ้มหน้าต่างลวดลายปูนปั้นศิลปะนีโอคลาสสิคและอาร์ตเดโค ก่อนไปชม“โรงแรมออนออน” โรงแรมแห่งแรกในภูเก็ตที่ผมอยากมาพักมาก แต่ไม่เคยจองได้ซ้ากกะที หัวหิน ถิ่นตากอากาศคลาสสิค ที่อวลเสน่ห์อยู่ไม่เสื่อมคลาย หลายคนที่ไปหัวหินจึงถวิลหาในบรรยากาศย้อนยุค วันวาน เพื่อซึมซับกับเสน่ห์ความคลาสสิคแห่งหัวหิน ซึ่งวันนี้นักท่องเที่ยวสามารถย้อนเวลากลับไปพบกับอดีตคลาสสิคของหัวหิน ได้ที่ "เพลินวาน" ที่จำลองบรรยากาศย้อนยุคมาให้เพลิดเพลินกัน"เพลินวาน" เป็นเหมือนศูนย์การค้าย้อนยุคแบบครบวงจร แม้ภายนอกจะดูไม่เหมือนศูนย์การค้า แต่กลับไปดูคล้ายโกดังหรือโรงไม้เสียมากกว่า แต่เมื่อเดินเข้ามาภายในแล้วก็จะเหมือนหลุดเข้ามาอีกยุคหนึ่งที่มีบรรยากาศแตกต่างไปจากศูนย์การค้าอื่นๆอย่างสิ้นเชิง ด้วยภาพของร้านค้าในเรือนแถวไม้สองชั้น ซึ่งก็มีอยู่หลากหลายร้านด้วยกัน เริ่มกันที่ชั้นล่าง ที่ "ห้องเสื้อไฉไล" ห้องเสื้อเล็กๆ แต่มีเสื้อผ้าสไตล์เฉี่ยวไฉไลสมชื่อร้าน ทั้งแฟชั่นของคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง เน้นเป็นแบบใส่สบายๆ เดินเล่นชายทะเล หากใครถูกใจเสื้อผ้าชิ้นไหนก็เลือกซื้อกันได้ "ของเล่นเพลินวาน" ที่เมื่อเข้ามาอยู่ในร้านแล้วจะให้ความรู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่าที่ห่างหายกันไปนาน ของเล่นแต่ละชิ้นนั้นเตือนให้หลายๆคนนึกถึงความสนุกสนานในวัยเด็ก ในยุคที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีเกมออนไลน์ไม่มีสิ่งบันเทิงทันสมัยมากมายนัก มีแต่ตุ๊กตุ่น ตุ๊กตากระดาษ ตุ๊กตาไขลาน ของเล่นสังกะสี ฯลฯ ให้เราได้ใช้จินตนาการร่วมเล่นกันอย่างสนุกสนาน นอกจากนนี้ยังมีขนมต่างๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตาสมัยเมื่อเราเป็นเด็ก มีโปสการ์ดสวยๆให้เขียนหย่อนใส่ตู้ไปรษณีย์ได้ทันที ส่วนที่ร้าน "กาแฟโบราณ" และ "แกงร้อนเพลินวาน" ก็เป็นสถานที่อิ่มอร่อยในบรรยากาศของร้านกาแฟเก่าๆ และร้านข้าวแกงที่เสิร์ฟความอร่อยมาในจานและถ้วยสังกะสี แบบที่ไม่ได้เห็นกันมานานแล้ว ขึ้นมาที่ชั้นบน ก็จะได้พบกับ "เพลินวานไอศกรีม" ร้านไอศกรีมหวานแหวว เหมาะสำหรับคู่รักจะมานั่งจู๋จี๋ หรือกลุ่มเพื่อนซี้จะมานั่งเม้าท์กันพร้อมกับอร่อยไปกับไอศกรีมหวานเย็นหลากหลายรส รวมไปถึงไอศรีมผัด และน้ำจรวดหลากรสชาติ และร้าน "ขนมเพลินวาน" ก็เป็นอีกหนึ่งมุมน่านั่งเช่นเดียวกัน แต่หากใครที่ชอบการสังสรรค์ด้วยสุรา ที่นี่ก็มี "ร้านเหล้าเพลินสำราญ" ให้นั่งกันมีสุราให้ร่ำกันทั้งเหล้าไทย เหล้านอก รวมไปถึง ยาดอง ก็มีให้ลิ้มลอง ทั้งม้ากระทืบโรง โด่ไม่รู้ล้ม เสือ 11 ตัว ส่วนสรรพคุณของยาดองแต่ละตัวจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นก็ไปอ่านเอาได้ที่ข้างโหล ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนแรกของ "เพลินวาน" ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัส แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะยังจะต้องมีเฟส 2 และเฟส 3 ตามมาในเร็วๆนี้ โดยจะเป็นร้านค้าจิปาถะ และการฉายหนังกางแปลง รวมไปถึงโรงแรมที่พักในสไตล์ของ "เพลินวาน" แต่จะเป็นอย่างไรนั้นต้องอดใจรอก้าวต่อไปของ "เพลินวาน" ในช่วงเดือนกันยายนศกนี้ มนต์เสน่ห์ของเมืองหัวหินที่ไม่เคยเสื่อมคลาย บวกกับเสน่ห์ของวันวานที่สัมผัสได้ที่ "เพลินวาน" เชื่อแน่ว่าจะทำให้ผู้ที่มาเยือนได้ประทับใจไม่รู้ลืม "เพลินวาน" ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ บริเวณซอยหัวหิน 38 อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใกล้เขตพระราชวังไกลกังวล เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-23.00 น. เลยโรงแรมเก่าแห่งแรกไปเป็น “ศาลเจ้าแสงธรรม” กับบรรยากาศแบบจีนๆ แล้วเส้นทางพาไปบรรจบกับถนนเยาวราช ที่ในคู่มือถ้าไปซ้ายทางวงเวียนสุริยเดชเข้าถนนระนอง ก็จะเจอตลาดสด ตึกเก่าการบินไทย และศาลเจ้าปุดจ้อ แต่ผมเลือกไปทางขวาแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนกระบี่ ถนนช่วงนี้มีกลุ่มตึกเก่า 2 ชั้น 3 ชั้นให้ชมกัน และมีดาวเด่นอย่าง “พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว” อดีตโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว ปัจจุบันจัดแสดงภาพถ่ายเรื่องราวเมืองภูเก็ต อาคารหลังนี้มี 2 ชั้น งดงามไปทรวดทรงอันสมส่วน โค้งซุ้มประตู หน้าต่าง ลวดลายปูนปั้นประดับต่างๆ จากไทยหัวผมลุยถั่วต่อไปยัง “อังมอเหลา” หรือคฤหาสน์ อันเป็นบ้านของคฤหบดี ที่มี“คฤหาสน์พระพิทักษ์ชินประชา” อันใหญ่โต กว้างขวางและงดงามไปด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ลงตัว ทั้งรูปทรงอาคาร หลังคา เส้นสายลายประดับ และสีสัน เลยอาคารหรูหลังนี้ไปเป็น“บ้านชินประชา” ที่ผู้สืบทอดรุ่นหลังๆได้อนุรักษ์ไว้ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว และเครื่องเรือนแบบดั้งเดิม โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมกัน ผมเคยมาเยือนที่บ้านหลังนี้ 2 หน เดินดูในส่วนจัดแสดงจนทั่ว พร้อมๆกับได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าของบ้าน แต่การมาเดินในครั้งนี้ บ้านชินประชาเปลี๊ยนไป๋ เพราะที่หน้าบ้านกำลังมีการก่อสร้างตึกแถวใหม่ในสไตล์เก่าคือชิโน-โปรตุกีส เพื่อเป็นอาคารพาณิชย์ ทำให้มองเห็นบ้านชินประชาไม่ถนัด แต่เมื่อสร้างเสร็จเท่าที่เห็นจะเปิดมุมมองบ้านเก่าเฉพาะทางด้านหน้า โดยมองผ่าน 2 ตึกใหม่เข้าไป ไม่สามารถมองเห็นบ้านชินประชาได้ถนัดถนี่ตาเหมือนแต่ก่อน ก็อย่างว่าแหละ เมื่อเวลายังไม่หยุดเดิน สรรพสิ่งต่างๆมันย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เมื่อเติมพลังจนอิ่มแปล้ ผมย้อนกลับมาทางเก่าบนถนนดีบุก ก่อนไปเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกเข้าถนนสตูลแล้วเลี้ยวขวาที่แยกหน้าเข้าถนนดีบุก เพื่อใช้เวลาดื่มด่ำกับอาคารเก่าแถวนี้ เริ่มจาก “บ้านหลวงอำนาจนรารักษ์” อีกหนึ่งอังมอเหลาอันสวยงาม สร้างโดยช่างจากปีนัง จากนั้นเดินไปชม “อาคารตึกแถวย่านบ้านพักอาศัยของอดีตนายเมืองเก่า” ที่มีให้ชมกันทั้ง 2 ฟากฝั่งถนน เป็นอาคารแบบชิโน-โปรตุกีส ที่มีการทาสีภายนอกใหม่ดูงดงามมาก แต่เสียอย่างเดียว มีสายไฟห้อยระโยงรยางค์ดูรุงรังไปหน่อย จนผมอดนึกถึงคำพูดของเพื่อนชาวภูเก็ตคนหนึ่งไม่ได้ มันบอกว่า ที่ทางการไม่ยอมซ่อนสายไฟลงดิน คงกลัวเวลาถ่ายรูปออกมาแล้วไม่รู้ว่านี่คือเมืองไทย เพราะถ้าตึกแถวนี้ปราศจากสายไฟ บางทีคนเห็นภาพถ่ายอาจนึกว่าที่นี่เป็น มาเก๊า ปีนัง สิงคโปร์ หรือตึกแถวทางยุโรป “เขาเก็บสายไฟไว้ให้รู้ว่านี่คือเมืองไทยน่ะ” เพื่อนคนนี้มันบอก นับว่าหมอนี่ ตลกร้ายไม่เบา เรื่องนี้เอาเป็นว่าอนาคตถ้าเขาซ่อนสายไฟลงดิน(จริง) ตามที่เคย(คิด)มีโครงการมานาน เราคงได้เห็นอาคารชิโน-โปรตุกีส โฉมใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิมเป็นแน่แท้ ส่วนตอนนี้ก็ดูของเดิมในอารมณ์ไทยๆไปก่อน ซึ่งบนถนนดีบุกยังมีอาคารเก่าให้ชมกันอีกเพียบ เพียงแต่ว่าใครที่มาเดินคงต้องสอดส่ายสายตาชื่นชมกันเอาเอง ส่วนผมเมื่อชมจนเมื่อยขา(อีกครั้ง)ก็ไปแวะพักที่ “วัดมงคลนิมิตร” หรือ“วัดกลาง” อันร่มรื่น ในนี้ยังมีอาคารเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีสให้ชมกันอีกอย่างหอสมุดและกุฏิ ที่สวยงามไม่เบา ซอยรมณีย์ ในอดีตเป็นย่านเริงรมย์ของชาวเหมือง ปัจจุบันเป็นย่านเริงรมย์ของวัยรุ่น นักท่องเที่ยว ซึ่งพอตกเย็นบรรยากาศที่นี่จากบรรยากาศเงียบเหงาในยามกลางวันจะเปลี่ยนเป็นคึกคักขึ้นมาทันที จากซอยรมณีย์ ผมเดินตุปัดตุเป๋มานั่งพักในช่องทางเดินที่หน้าบ้าน(ตึก)พักอาศัยหลังหนึ่ง ที่อยู่ริมซอยฝั่งตรงข้าม บ้านหลังนี้ผมว่ามันแปลกแฮะ เพราะเขาไม่กั้นช่องทางเดินหน้าบ้านทางฝั่งซอย แต่เปิดโล่งให้เราเดินเข้าไป(แอบ)นั่งพักหลบแดดได้ ก่อนจะไปเจอโค้งปิดตันของบ้านข้างๆ สำหรับช่องทางเดินหน้าบ้านแบบนี้ นักวิชาการผู้รอบรู้ชาวภูเก็ตท่านหนึ่งบอกกับผมว่า คนจีนเขาเรียกว่า“หง่อกากี่” หรือที่ฝรั่งเรียก “Arcade” ส่วนคนไทยเรียก“อาเขต” เป็นช่องทางเดินมีหลังคาคลุมเพื่อให้อากาศถ่ายเท และให้ผู้ที่เดินใต้อาเขตใช้กันแดดกันฝนเวลาไปเดินไปในอาคารชิโน-โปรตุกีส “อาคารชิโน-โปรตุกีส มีอาเขต เป็นองค์ประกอบสำคัญ มันเป็นสมบัติสาธารณะ ให้ใครต่อใครเดินผ่าน ฝนตกไม่เปียก แดดจ้าก็ไม่ร้อน ให้ร่มเงา แต่วันนี้อาคาร บ้านเรือน แทบทั้งหมด กั้นเขตเป็นของตัวเอง แบ่งเป็นพื้นที่ของใครของมัน ทำให้อาเขตในอาคารชิโน-โปรตุกีสได้หายไป กลายเป็นพื้นที่มี“อาณาเขต”แทน พร้อมๆกับน้ำใจที่หดหายไปด้วย” นักวิชาการคนนั้นตัดพ้อ ซึ่งขณะที่ผมยืนหลบแดดอยู่ในอาเขตแล้วนึกถึงคำกล่าวของนักวิชาการท่านนี้แล้ว มันทำให้ผมอดตื่นเต้นไม่ได้ว่า “นี่เรากำลังยืนอยู่บนพื้นที่ ที่หายืนไม่ได้ง่ายๆในเมืองๆไทยเชียวนะ จะบอกให้” ----------------------------------------------------------- |
SME-TV ออนไลน์ Live by FM 101.0
กดปุ่ม "ลำโพง" เพื่อเปิดเสียง TV ออนไลน์ หรือ คลิ๊กเปิดหน้าเพจใหม่
Tourist Radio Krabi FM 101.0 PJs
เวบบอร์ดกระทู้ล่าสุด
The Radio Schedule and Price List
| ผังรายการ เดือน มิถุนายน 2553 |
| อัตราโฆษณา(Advertising Price) |
Tourist Radio Krabi
| Home (หน้าแรก) |
| เสนอราคา |
| Contact (ติดต่อเรา) |
| เวบบอร์ด |
| Sitemap |
| webMail |
Photo Gallery
| Krabi Photos (รูปภาพสวยๆในกระบี่) |
Krabi Post Today
| Krabi Post Today (กระบี่โพสต์ทูเดย์) |
| Previous News (อ่านข่าวย้อนหลัง) |
Tourist Infomation
สภาผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงจังหวัดกระบี่
Who's Online
เรามี 16 บุคคลทั่วไป ออนไลน์Web Stat







![]() | Today | 105 |
![]() | Yesterday | 130 |
![]() | This week | 751 |
![]() | Last week | 921 |
![]() | This month | 7281 |
![]() | Last month | 17638 |
![]() | All | 250313 |
Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 122.155.6.254
,
Now is: 2010-07-30 19:00
Your IP: 122.155.6.254
,
Now is: 2010-07-30 19:00



























หัวหิน



















