|
|

|
|
เจ้าชาย “อากิชิโน” มีพระดำริให้กำหนด
“อายุเกษียณ” สำหรับจักรพรรดิญี่ปุ่น
|
|

|
|
UN ชี้โลกตัดป่ามากขึ้น แต่ปลูกทดแทน
ช่วยให้ป่าเพิ่มเป็น 30.3%
|
เจ้าชาย “อากิชิโน” มีพระดำริให้กำหนด “อายุเกษียณ” สำหรับจักรพรรดิญี่ปุ่น

เอเอฟพี - เจ้าฟ้าชายอากิชิโนแห่งญี่ปุ่นทรงพระดำริให้กำหนดอายุเกษียณสำหรับพระจักรพรรดิ หลังจากพระราชบิดาทรงพระประชวร และต้องประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลเป็นเวลาหลายวัน เจ้าชายอากิชิโน พระราชโอรสองค์รองในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะและจักรพรรดินีมิจิโกะ ทรงมีพระดำรัสพระราชทานต่อผู้สื่อข่าว ก่อนจะถึงวันคล้ายวันประสูติครบ 46 พรรษา “ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็น” พระองค์ตรัสตอบ เมื่อผู้สื่อข่าวทูลถามเกี่ยวกับพระดำริที่ให้กำหนดอายุเกษียณสำหรับจักรพรรดิญี่ปุ่น พระดำรัสของเจ้าชายอากิชิโนที่เผยแพร่ผ่านสื่อญี่ปุ่นในวันนี้ (30) มีขึ้น หลังจากที่พระจักรพรรดิซึ่งมีพระชนมายุ 77 พรรษา ทรงหายจากอาการประชวร และกลับมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อีกครั้ง เจ้าชายตรัสว่า “คนเราเมื่อวัยล่วงเลยมาถึงระดับหนึ่ง ก็ยากที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ ข้าพเจ้าคิดว่านั่นคือประเด็นสำคัญ” ที่สมควรให้มีการกษียณอายุสำหรับพระมหากษัตริย์ และทรงแนะให้ทุกฝ่ายหารือเรื่องนี้โดยละเอียด ไม่บ่อยนักที่พระบรมวงศานุวงศ์ญี่ปุ่นจะมีพระดำรัสต่อสาธารณชนในเรื่องการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชวงศ์เอง อย่างไรก็ดี พระดำรัสของเจ้าชายอากิชิโนนับว่าประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังแสวงหาวิธีปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่ได้ในโลกยุคใหม่ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ โอรสของเจ้าชายอากิชิโนในวัย 5 ชันษา ทรงเป็นทายาทชายเพียงพระองค์เดียวที่ประสูติในราชวงศ์อิมพีเรียลในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกแก่กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ยึดถือการสืบสันตติวงศ์ผ่านรัชทายาทที่เป็นชาย หลังจากสถานะเทวราชาของจักรพรรดิสูญสิ้นไปพร้อมกับสงครามโลกครั้งที่ 2 จักรพรรดิญี่ปุ่นจึงทรงมีบทบาทแต่ในเชิงพิธีการในฐานะที่ทรงเป็นประมุขรัฐ แม้กระนั้นชาวญี่ปุ่นก็ยังถวายความเคารพต่อสถาบันพระจักรพรรดิอย่างลึกซึ้งเสมอมา เดือนที่แล้ว จักรพรรดินีมิจิโกะทรงแสดงความกังวลเกี่ยวกับพระพลานามัยของพระจักรพรรดิ แต่ก็ตรัสด้วยว่า ทรงยืนเคียงข้างพระราชสวามีระหว่างที่คณะแพทย์ถวายคำแนะนำ จักรพรรดิอากิฮิโตะทรงรับการผ่าตัดมะเร็งพระอัณฑะ เมื่อปี 2003 และปัจจุบันก็ยังทรงรับการรักษาอยู่เป็นระยะ พระองค์มิได้เสด็จฯออกในพิธีต้อนรับกษัตริย์และราชินีแห่งภูฏานเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ไม่ทรงร่วมงานเลี้ยงต้อนรับแขกของรัฐบาล นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ เมื่อปี 1989
UN ชี้โลกตัดป่ามากขึ้น แต่ปลูกทดแทนช่วยให้ป่าเพิ่มเป็น 30.3%

อัตราการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 6.4 ล้านเฮกเตอร์ (ประมาณ 40 ล้านไร่) ต่อปี ยูเอ็นรายงานวันนี้ (30) จากสำรวจผืนป่าที่ครอบคลุมทั่วโลกมากที่สุด แต่ในเอเชียกลับมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากการปลูกป่าทดแทน โดยเฉพาะในจีน การสำรวจป่าขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) หนนี้เป็น “ครั้งแรก” ที่มีการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมช่วยสำรวจ โดยผลการสำรวจพบว่า ระหว่างปี 1990-2000 ผืนป่าถูกทำลาย 4.1 ล้านเฮกเตอร์ (ประมาณ 25 ล้านไร่) ต่อปี และการทำลายป่าเพิ่มขึ้นเป็น 6.4 ล้านเฮกเตอร์ (ประมาณ 40 ล้านไร่) ระหว่างปี 2000-2005 เอฟเอโอ อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ระหว่างปี 1990-2005 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าเฉลี่ย 4.9 ล้านเฮกเตอร์ (ประมาณ 30 ล้านไร่) ต่อปี หรือคิดเป็น 10 เฮกเตอร์ (ประมาณ 62.5 ไร่) ต่อนาที ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญมาจากการบุกรุกแผ้วถางป่าเขตร้อน เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมในทวีปอเมริกาใต้และแอฟริกา อย่างไรก็ตาม ในช่วง 15 ปีดังกล่าว ป่าทั่วโลกถูกทำลายเพียง 72.9 ล้านเฮกเตอร์ (ประมาณ 455 ล้านไร่) ต่ำกว่าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่เคยประเมินไว้ว่า ระหว่าง 1990-2005 มีป่าถูกทำลายไป 107 ล้านเฮกเตอร์ (ประมาณ 670 ล้านไร่) นักวิจัยของเอฟเอโออาศัยภาพถ่ายดาวเทียมจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) และสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส) โดยสรุปสถานการณ์ด้วยแนวโน้มที่ดีว่า ปัจจุบันโลกเหลือพื้นที่ป่า 30.3 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2005 ซึ่งมีป่าอยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ รัสเซีย บราซิล แคนาดา สหรัฐฯ จีน ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อินโดนีเซีย เปรู และ อินเดีย เป็นประเทศที่เหลือพื้นที่ป่ามากที่สุดในโลกเรียงตามลำดับ โดยพื้นที่ป่าของประเทศใน 5 อันดับแรก รวมกันคิดเป็นผืนป่ามากกว่าครึ่งโลก “เราพบอัตราการตัดไม้ทำลายป่าสูงสุดในป่าเขตร้อน” อดัม เจอร์รันด์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของเอฟเอโอ กล่าว “ยังมีการตัดไม้ทำลายป่าในเอเชีย แต่ก็มีการปลูกต้นไม้ทดแทนมากกว่าจำนวนป่าที่เสียไป” โดยเฉพาะในจีน ดังนั้น จำนวนผืนป่าจึงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จัดทำรายงานฉบับนี้ด้วยความร่วมมือจากนักวิจัยมากกว่า 200 คน จาก 102 ประเทศ ทั่วโลก |