|
|

|
ชุดตรวจโรคฉี่หนู
|
|

|
กสทช.เตือนเก็บมือถือไว้ใกล้ตัว หวั่นซ้ำรอยคดี'อากง'
|
ชุดตรวจโรคฉี่หนู

จากปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการท่วมครั้งใหญ่และยาวนาน จนทำให้ผู้ประสบภัยต้องทนทุกข์กับน้ำเน่าเสียแล้ว ยังเป็นแหล่งก่อให้เกิดการระบาดของโรคอย่างเช่น โรคฉี่หนู อีกด้วย แต่เนื่องจากอาการของโรคฉี่หนูมีความคล้ายคลึงกับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก และมาลาเรีย ดังนั้น การวินิจฉัยโรคจึงยากลำบาก ทำให้มีความเสี่ยง ต่อการเสียชีวิตสูง ...ดังนั้นการพัฒนาชุดตรวจที่รวด เร็วและแม่นยำ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น … นพ.ดร.อมรพันธุ์เสรีมาศพันธุ์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า น้ำท่วมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ สำหรับประ เทศไทยพบการระบาดต่อเนื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัญหาของโรคไม่ได้อยู่ที่การรักษาแต่อยู่ที่การวินิจฉัย ทั้งนี้โรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่พบบ่อยที่สุด โดยมีสัตว์หลายชนิดเป็นพาหะ เช่น สุนัข แมว วัว หมู รวมถึงหนูเองก็เป็นพาหะนำเชื้อโรคได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นไปได้ที่โรคจะแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว และพบผู้ป่วยจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ นพ.ดร.อมรพันธุ์ เริ่มต้นพัฒนาชุดตรวจโรคฉี่หนู ที่ใช้งานง่าย ให้ผลเร็ว ต้นทุนต่ำ อีกทั้งมีประสิทธิภาพสูงในการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรค โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับชุดตรวจตั้งครรภ์ โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยชุดตรวจที่พัฒนาขึ้น เป็นการนำอนุภาคทองคำขนาดจิ๋วในระดับนาโน มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ผลเลือด หรือปัสสาวะ สามารถตรวจได้ด้วยตาเปล่า แสดงผลเป็นแถบสีแดงขึ้น 2 ขีด แสดงว่ามีเชื้อ โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที เทคนิคนี้ต่างจากการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีเดิม ๆ ซึ่งจะใช้เทคนิค แลปโตไตเติล หรือวินิจฉัยจากเลือด ซึ่งอาจมีความผิดพลาดสูง ขณะที่การตรวจเพาะเชื้อจากดีเอ็นเอ ด้วยเทคนิคพีซีอาร์ จะทำได้เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น ความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นครั้งแรก ที่สามารถพัฒนาชุดตรวจโรคฉี่หนูที่มีความจำเพาะต่อสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคที่พบในประเทศไทย อีกทั้งสามารถตรวจคัดกรองได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่ชุดตรวจแบบเดียวกันที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้น มีราคาแพง และใช้ตรวจหาสายพันธุ์ของโรคเฉพาะกับผู้ที่ได้รับเชื้อแล้วเท่านั้น นพ.ดร.อมรพันธุ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) คณะแพทยศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันขยายผลชุดตรวจดังกล่าว เพื่อให้เกิดการใช้งานที่แพร่หลายใน โรงพยาบาลตามต่างจังหวัด ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาแอนติบอดี้ หรือดีเอ็นเอที่มีความจำเพาะกับเชื้อโรคฉี่หนู โดยเพิ่มปริมาณให้เพียงพอกับ การผลิตและใช้งานจริง และทันกับสถานการณ์ โดยหวังว่าจะช่วยให้บุคลากรทาง การแพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคจากสัตว์สู่คนที่มากับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อว่า...ภัยที่มาจากน้องน้ำจะได้ลดน้อยลง!!!
กสทช.เตือนเก็บมือถือไว้ใกล้ตัว หวั่นซ้ำรอยคดี'อากง'

กสทช. เตือนให้เก็บมือถือไว้ใกล้ตัว หวั่นซ้ำรอยคดี"อากง" หลังศาลวางบรรทัดฐานโทรศัพท์มือถือคือตัวเจ้าของ
นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุก 20 ปีคดีหมิ่นเบื้องสูงด้วยการส่งข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือกรณีที่มีการเรียกขานกันในสื่อใหม่ว่า"อากงส่งเอสเอ็มเอส"ว่า บรรทัดฐานจากคำพิพากษาของศาลในครั้งนี้ จะส่งผลต่อผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยทั่วไป ให้ต้องระมัดระวังอย่างเคร่งครัดมิให้บุคคลอื่นเข้าถึงหรือมาใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ประจำตัวได้ เนื่องจากระบบกฎหมายเริ่มตีความว่าเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเท่ากับตัวตนของผู้ใช้
"ในกระบวนการพิจารณาคดีนี้ไม่ได้มีหลักฐานหรือการพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือจริงหรือไม่ แต่มีหลักฐานว่าข้อความสั้นถูกส่งจากเครื่องของจำเลยในบริเวณย่านที่จำเลยอยู่อาศัย แม้ว่าในการส่ง จะไม่ได้ทำผ่านซิมการ์ดที่จำเลยใช้เป็นประจำก็ตาม แต่จำเลยก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าในช่วงเกิดเหตุนั้นเครื่องอยู่นอกความดูแลของตน แนวทางเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบกฎหมายเริ่มให้ความหมายกับโทรศัพท์มือถือว่าคือตัวคุณเลย นี่จึงเป็นการเปลี่ยนหลักคิดอย่างสำคัญ ว่าหากมีการกระทำใดใดที่กระทำผ่านโทรศัพท์มือถือของเรา สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นการกระทำโดยเรา ภายใต้หลักเช่นนี้ ต่อไปหากใครหยิบโทรศัพท์เราไปใช้ทำผิดกฎหมาย และเราไม่มีหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก็ต้องเป็นผู้รับโทษ ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องเข้าใจหลักการที่เปลี่ยนไปนี้และต้องระมัดระวัง เพราะไม่ได้แยกระหว่างการเป็นเจ้าของกับการนำไปใช้”นายประวิทย์กล่าว
นายประวิทย์ ยังเตือนผู้บริโภคว่า ต่อไปนี้ต้องรักษาดูแลโทรศัพท์มือถือประจำตัวอย่าให้คลาดสายตา ระมัดระวังเรื่องการถูกยืมไปใช้งาน กรณีส่งซ่อม หรือต้องทิ้งเครื่องไว้ห่างตัว แม้ถอดซิมการ์ดออกแล้ว ก็ใช่จะเพียงพอ ต้องมีพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ด้วยว่าในเวลานั้นๆ เครื่องไม่ได้อยู่ในความดูแลของเราจริง กรณีเครื่องหายก็ควรต้องแจ้งความ เนื่องจากโทรศัพท์แต่ละเครื่องจะมีเลขอีมี่ประจำเครื่อง ขณะที่ซิมการ์ดมีเลขอิมซี่ ดังนั้นในกรณีมีผู้ไม่หวังดีนำเครื่องเราไปใช้ หลักฐานเลขอีมี่ที่ปรากฏจะมัดตัวผู้เป็นเจ้าของให้ต้องรับผิด
"แทบจะพูดได้ว่าต่อไปนี้ ไม่อาจทิ้งมือถือไว้ห่างตัวเลย แม้เพียงช่วงเดินไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ควรวางมือถือไว้ที่โต๊ะทำงาน เพราะหากถูกผู้อื่นนำไปใช้ในทางที่ผิดก็จะกลายเป็นความรับผิดชอบของผู้เป็นเจ้าของ บรรทัดฐานเช่นนี้จะเป็นปัญหายุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น หากมีการปรับใช้ในกรณีอีเมลด้วย เพราะอีเมลนั้นถูกเข้าถึงได้ง่ายกว่า และกรณีมีผู้เจาะรหัสเข้าใช้อีเมลของใคร ตำรวจอาจต้องเปิดให้แจ้งความ สรุปว่าผลจากคดีนี้ หากถือเป็นบรรทัดฐานก็จะกระทบวิถีการสื่อสารของคนทั้งหมด" นายประวิทย์ กล่าว
|