|
|

|

|
|
ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ฯตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่ป่าไม้รีดเงินชาวบ้าน
|
อัสนาวี มุคุระ นั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ต่อจากประธานแอ
|
|

|

|
|
นายกสมาคมชาวประมง เสนอท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เป็นสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าแห่งใหม่
|
ครูสอนดำน้ำสาวชาวอังกฤษเครียดจัด ผูกคอตายหน้าห้องพักที่เกาะพีพี
|
|

|

|
|
นครศรีฯยังอ่วมพื้นที่การเกษตรจมน้ำอื้อ รอง มทภ.4 บินสำรวจ-นำถุงพระราชทานให้ชาวบ้าน
|
คุมเจ๊ตสกีทำประกันชั้น 1 ได้ผลลดปัญหานักท่องเที่ยวโวยได้
|
ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ฯตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่ป่าไม้รีดเงินชาวบ้าน

ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่12 สาขากระบี่ ตั้งกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หลังถูกร้องเรียนข่มขู่รีดเงินชาวบ้าน แนะผู้เสียหายแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน
จากกรณีที่มีการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ข่มขู่และเรียกรับเงินจากนายวิโรจน์ จูดจันทร์ อายุ35ปี อาชีพรับเหมาตัดไม้ยางพารา จำนวน10,000 บาท ขณะเข้าตัดไม้ยางพาราในพื้นที่ สปก.4-01 ท้องที่หมู่ที่7 ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่ โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้4 คนนำโดยนายหมีได้เข้าไปยึดรถและอุปกรณ์ตัดไม้โดยอ้างว่ายังไม่ได้รับอนุญาตจากป่าไม้ แต่หากจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ก็จะอนุญาตดำเนินการต่อไปได้ ทำให้จำต้องจ่ายเงินด้วยความจำยอมโดยขอลดเหลือ6,00บาท เพื่อแลกกับการไม่ถูจับกุม เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันที่21 พ.ย.2554ที่ผ่านมา
ล่าสุดนายเผชิญ โมฬี ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่12 สาขากระบี่ เปิดเผยว่า หลังทราบเรื่องก็ได้ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นทันที โดยแยกออกเป็น2 ประเด็นคือ ประเด็นแรกพื้นที่เกิดเหตุ อยู่ในพื้นที่เขตป่าไม้หรือไม่ ประเด็นที่สอง ตรวจสอบว่ามีการเรียกเรียกรับเงินหรือรีดไถเงินตามที่มีการร้องเรียนหรือไม่ พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว แต่ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหายังปฏิเสธ จึงแนะนำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะดำเนินการตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตามในส่วนของพื้นที่เกิดเหตุ นั้นตนยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดว่าอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ ฯ หรือเป็นพื้นที่มีการออกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 ให้แก่ราษฎรแล้วหรือไม่ แต่หากสอบพบว่าเจ้าหน้าที่มีพฤติกรรมตามที่มีการร้องเรียนจริงนก็จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด และให้การย้ายออกจากพื้นที่ทันที เพราะที่ผ่านมาได้มีการสั่งกำชับตลอดว่าไม่ให้เจ้าหน้าที่รังแกชาวบ้านหรือ เรียกรับสินบนอย่างเด็ดขาด ซึ่งในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวจะต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3วัน จึงจะทราบผล
ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายหมีฯเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ชาวบ้านพูดถึง ก็ได้รับคำตอบว่าเข้าพื้นที่จริงแต่ไม่ได้มีการรับเงินจากชาวบ้าน หรือข่มขู่ชาวบ้านเพื่อเอาเงินแต่อย่างใด ไม่เคยพูดว่าเอาเงิน 1 หมื่นบาท 6 พันบาทก็ไม่เคยรับ
อัสนาวี มุคุระ นั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ต่อจากประธานแอ

บรรยากาศเลือกตั้งคณะกรรมการอิสลามจังหวัดกระบี่ชุดใหม่คึกคัก มีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 47 คน อัสนาวี มุคุระ นั่งตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่คนต่อไป คะแนนเสียงท่วมท้น121 คะแนน
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดกระบี่ ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ นายสมาน แสงสอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เป็นประธานในการประชุมคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ชุดใหม่ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 23 และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ภายหลังคณะกรรมการชุดเก่า ครบวาระการดำรงตำแหน่งไป เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554ที่ผ่านมา โดยมีอิหม่ามประจำมัสยิดต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ เดินทางมาลงทะเบียนใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น จำนวน 160 คน ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมสังเกตการณ์จำนวนมาก
ภายหลังเปิดการประชุมคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามฯชุดใหม่ ประธานที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกได้มีการเสนอรายชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ชุดใหม่ โดยมีผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมาทั้งหมดจำนวน 47 คน โดยในจำนวนดังกล่าวมีรายชื่อคณะกรรมการคนเก่าจำนวน 27 คน และมีการเสนอรายชื่อใหม่เข้ามาจำนวน 20 คน ส่วนรายชื่อที่มีการเสนอก่อนหน้านี้ซึ่งไม่อยู่ในที่ประชุมได้ถูกตัดรายชื่อออกไป อาทิ นายมานิต ดำกุล, นายวินัย ใจดี, และนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก เนื่องจากประธานในที่ประชุมได้วินิจฉัยว่าหากผู้ได้รับการเสนอชื่อไม่มีตัวอยู่ในที่ประชุม ถือว่าไม่มีสิทธิ์ได้รับการคัดเลือก
และในที่ประชุมครั้งนี้ได้มีมติให้ลงคะแนนด้วยวิธีลับ คือเข้าคูหากาบัตรลงคะแนนเสียง ผู้ใช้สิทธิ์ 1 คน สามารถกาลงคะแนนเสียงได้30คน การลงคะแนนเสียงเริ่มในเวลา 13.30 น. และเสร็จสิ้นในเวลา 15.00 น. จากนั้นก็เริ่มนับคะแนนในเวลา 15.20 น. ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับเลือกมาเป็นอันดับที่1 คือนายอัสนาวี มุคุระ ได้คะแนนสูงสุด 121 คะแนน รองลงมาคือนายวิทยากร ลูกหยี ได้ 109 คะแนน อันดับที่3คือ นายก้าแหมน ลูกเหล็ม ได้ 105 คะแนน 4.นายเจ๊ะฮาหลี คมขำ ได้96 คะแนน 5.นายกอเดช ผิวดี ได้94 คะแนน 6. นายดลหล้า พยายาม ได้ 94 คะแนน .นายห้าหรน บุญชู ได้ 93 คะแนน 8. นายวรรลภ กุลมาศ ได้89 คะแนน 9.นายสุนทร สีหมุ่น ได้ 88 คะแนน 10.นายธนาศักดิ์ แดงหนำ ได้84 คะแนน 11.นายธัญญา เหล่ชาย ได้87 คะแนน 12.นายแบ้ คล่องแคล่ว ได้ 86 คะแนน 13.นายส้อแหล้ จงรักษ์ ได้ 82 คะแนน 14.นายดลหร้อหมาน นัคคา ได้ 80 คะแนน 15.นายอดุลย์ ผิวดี ได้ ได้ 79 คะแนน 16.นายเวียง จิงู ได้ 79 คะแนน 17.นายเดช ช่างเรือ ได้ 78 คะแนน 18.นายอาแชม เย็บปัก ได้ 78 คะแนน 19.นายณรงค์ เกาะกลาง ได้ 77 คะแนน 20.นายม่าหนาบ ซื่อตรง ได้ 76 คะแนน 21. นายฉลาด ผิวดี ได้ 76 คะแนน 22.นายอุสัน สัณหะกิจ ได้ 75 คะแนน 23.นายอาสัน กิ่งเล็ด ได้ 73 คะแนน 24.นายสวาสดิ์ เถาว์กลอย ได้ 71 คะแนน 25.นายว่าเหตุ มารยา ได้ 70 คะแนน 26.นายสามารถ ขยันการ ได้ 69คะแนน 27.นายศราวุฒิ แข็งแรง ได้67 คะแนน 28.นายศักดิ์ชัย ภัคดี ได้ 64 คะแนน 29.นายชาญวุฒิ บุตรสมัน ได้ 62 คะแนน และ 30.นายส้าหาก ควนใต้ ได้ 61 คะแนน
และเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา ว่าที่คณะกรรมการอิสลามที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 30 คนก็ได้มีการประชุม ที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดกระบี่ เพื่อคัดเลือกผู้ที่มาเป็นประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ ต่อจากนายแอ กิ่งเล็ก อดีตประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่หลายสมัย ซึ่งผลปรากฏว่าที่ประชุมได้ มีมติให้นายอัสนาวี มุคุระ เป็นประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ สำหรับนายอัสนาวีฯ เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ มาหลายสมัย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิมุสลิมสามัคคีจังหวัดกระบี่
นายกสมาคมชาวประมง เสนอท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เป็นสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าแห่งใหม่

นายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ กล่าวถึงกรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีโครงการสำรวจสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ขนาดกำลังการผลิตประมาณ 800เมกกะวัตต์ ที่ อ.เหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ โดยการนำเข้าถ่านหินเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงจากประเทศอินโดนิเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษา3เส้นทาง คือขนถ่ายกลางทะเลบริเวณเกาะปอไปยังท่าเรือบ้านคลองรั้ว-โรงไฟฟ้ากระบี่ 2.จากประเทศอินโดนิเซียไปยังท่าเรือบ้านคลองรั้ว-โรงไฟฟ้ากระบี่ 3.ขนถ่ายกลางทะเลบริเวณเกาะยาว จ.พังงา ไปยังท่าเรือบ้านคลองรั้ว-โรงไฟฟ้ากระบี่ แต่อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย
นายมานิตกล่าวอีกว่า เบื้องต้นได้เสนอให้กฟผ.พิจารณาท่าเรือบ้านคลองรั้ว ต.ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง ซึ่งเคยเป็นท่าเรือขนน้ำมันเตาจากประเทศอินโดนิเซียมาใช้ที่โรงไฟฟ้าที่ ต.คลองขนาน มาก่อน เหตุผลก็คือเมื่อเรือบรรทุกถ่านหินมาจากอินโดนิเซีย มาจอดที่โรงงานก็สามารถส่งถ่านหินผ่านท่อลำเลียงเข้าโรงไฟฟ้าได้เลย และกระทบต่อแหล่งทำมาหากินของชาวประมงน้อยที่สุด ขณะเดียวกันหากขนถ่านหินผ่าน บ้านแหลมกรวด และบ้านคลองหวายเล็ก ตำบลคลองขนาน และบ้านคลองขนาน ตำบลคลองท่อมใต้เกรงว่าจะมีการคัดค้านเกิดขึ้น เพราะเชื่อว่าจะกระทบแหล่งทำมาหากินของชาวประมงเป็นบริเวณกว้าง และขอร้องให้ทาง กฟผ.บอกข้อเท็จจริงรายและเอียดต่างๆในเรื่องสิ่งก่อสร้างแบบ100% เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
ครูสอนดำน้ำสาวชาวอังกฤษเครียดจัด ผูกคอตายหน้าห้องพักที่เกาะพีพี

เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 26 พ.ย. 54 ร.ต.อ.นพดล กล่อมพงศ์ ร้อยเวรสอบสวนสภ.ย่อย เกาะพีพี อ.เมือง จ.กระบี่ รับแจ้งเหตุชาวต่างชาติ ได้ผูกคอตาย และถูกนำตัวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเกาะพีพี แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา จึงรุดไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลเกาะพีพี พบผู้เสียชีวิตทราบชื่อต่อมา คือ น.ส.คาร่า อลิซาเบธ แอน อายุ 39 ปี เป็นชาวอังกฤษ สภาพศพตามตัวเขียวซีด ลำคอมีรอยเชือกรัดเป็นรอยช้ำ คาดว่าเสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง
สอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นหัวหน้าครูสอนดำน้ำ ของบริษัท ไวกิ้ง ไดเวอร์ มาพักอยู่ที่เกาะพีพีมาประมาณ 6 ปี โดยพักอยู่ที่บังกะโลริมเขา เกาะพีพี ม.7 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ และในวันเกิดเหตุผู้ตายพักอยู่ในห้องพักเพียงลำพัง และไม่ได้ไปสอนดำน้ำ กระทั่งช่วงค่ำเหตุผู้ตายได้ออกมาจากห้องและนำเชือกมากผูกคอกับคานหน้าประตูห้อง ก่อนทรุดตัวลงในท่านั่ง ขณะเดียวกันพนักงานห้องพักมองเห็นจากกล้องวงจรปิดจึงร้องให้คนมาช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา
ส่วนสาเหตุการผูกคอตายเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เบื้องต้นทราบว่าผู้ตายมีอาการเครียด และเคยเสพยาบ่อยครั้ง อาจทำให้เกิดอาการติดยาเกินขนาด และที่ผ่านมาเพื่อนผู้ตายที่เคยทำงานด้วยกันได้แจ้งให้ญาติมารับตัวกลับประเทศอังกฤษหลายครั้ง แต่ญาติยังไม่ได้เดินทางมา จนกระทั่งเกิดเหตุสลดดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้นำศพส่งไปยังโรงพยาบาลกระบี่ เพื่อรอให้ญาติมารับศพกลับประเทศอังกฤษต่อไป
นครศรีฯยังอ่วมพื้นที่การเกษตรจมน้ำอื้อ รอง มทภ.4 บินสำรวจ-นำถุงพระราชทานให้ชาวบ้าน

นครศรีธรรมราช - พื้นที่การเกษตรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังจมน้ำหลายพื้นที่ ขณะที่รองแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นเครื่องบินสำรวจบริเวณพื้นที่โครงการพระราชดำริในการส่งเสริมอาชีพของประชาชนในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ บ้านเนินธัมมัง พร้อมนำถุงยังชีพพระราชทานไปมอบให้กับชาวบ้าน วันนี้ (27 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนยังคงตกลงอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ขณะที่บางพื้นที่น้ำเพิ่มขึ้น บ้างลดลง เนื่องจากสภาพการระบายน้ำของพื้นที่ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในพื้นที่แถบ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.เชียรใหญ่ อ.ชะอวด พื้นที่เกษตรกรรมทั้งในส่วนของนาข้าว สวนปาล์ม เต็มไปด้วยน้ำ โดยเฉพาะปาล์มที่เพิ่งปลูกใหม่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้ พล.ต.กิตติ อินทศร รองแม่ทัพภาค 4 พร้อมด้วยนายทหารระดับสูงของกองทัพได้ใช้เฮลิคอปเตอร์บินสำรวจในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งพบว่าในพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการพระราชดำริในการส่งเสริมอาชีพของประชาชนในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ บ้านเนินธัมมัง อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช โดยพบว่าสภาพน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมยังคงท่วมสูง บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขังจำนวนมาก พร้อมกันนั้นได้เข้าตรวจเยี่ยมประชาชน และนำถุงยังชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถเข้าให้การช่วยเหลือท่ามกลางความปลาบปลื้ม โดยเฉพาะเมื่อเห็นถุงที่สกรีนข้อความว่า “พระราชทาน” หลังจากนั้นได้บินสำรวจต่อไปยังพื้นที่ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งพบว่าระดับน้ำยังคงท่วมสูง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก พร้อมกันนั้นได้นำเอาถุงยังชีพพระราชทาน ไปแจกจ่ายให้ประชาชนจำนวน 142 ครัวเรือน
คุมเจ๊ตสกีทำประกันชั้น 1 ได้ผลลดปัญหานักท่องเที่ยวโวยได้

ภูเก็ต-จังหวัดภูเก็ตเดินหน้ากำหนดให้เจ๊ตสกีทำประกันภัยชั้น 1 แก้ปัญหาเรียกค่าเสียหายเกินจริง พบหลังใช้มาตรการนี้ไม่พบนักท่องเที่ยวโวยโดนเจ๊ตสกีเอาเปรียบ นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธ์ เจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาภูเก็ต เปิดเผยถึงการควบคุมเรือเจ๊ตสกีในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อแก้ปัญหาเจ๊ตสกีเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ว่า ภายหลังจากที่จังหวัดภูเก็ตได้กำหนดให้เจ๊ตสกีทุกลำที่ให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ตามหาดต่างๆ ทำประกันภัยชั้น1 เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการเจ๊ตสกีเอาเปรียบนักท่องเที่ยวด้วยการเรียกร้องค่าเสียหายเกินความเป็นจริง กรณีที่เจ๊ตสกีได้รับความเสียหายจากการใช้บริการของนักท่องเที่ยว ในส่วนของเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาภูเก็ตก็ได้ดำเนินการตามมาตรการของจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง ในการออกใบอนุญาตให้กับเจ๊ตสกีที่ให้บริการอยู่ตามหาดต่างๆในภูเก็ตขณะนี้ 189 ลำ เจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาภูเก็ตได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการเจ๊ตสกีทุกลำให้ทำประกันชั้น 1 ก่อนที่จะยื่นขอใบอนุญาต ซึ่งได้รับความร่วมมือกับผู้ประกอบการเป็นอย่างดี ทำให้เจ๊ตสกีทุกลำที่ต่อใบอนุญาตมีประกันชั้น 1 รวมทั้งยังได้มีการกำหนดประเภทของเจ๊ตสกีใหม่จากเดิมที่กำหนดเป็นกีฬาเพื่อความสำราญ ซึ่งมีปัญหาในเรื่องของการเคลมประกันภัยมาก เปลี่ยนเป็นเรือเจ๊ตสกีเพื่อกิจกรรมพิเศษ (เรือเจ๊ตสกีเพื่อให้เช่า) เฉพาะที่จังหวัดภูเก็ตเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้มีการกำหนดเขตการให้บริการที่ชัดเจน เจ๊ตสกีที่ขึ้นทะเบียนให้บริการที่หาดใดจะต้องให้บริการที่หาดนั้นๆ เท่านั้น จะโยกย้ายมาให้บริการที่หาดอื่นๆไม่ได้เด็ดขาด และแต่ละหาดมีการกำหนดโซนนิ่งการให้บริการที่ชัดเจน โดยการใช้ทุ่นแบ่งเขตที่ชัดเจนระหว่างเขตเล่นน้ำกับเขตเล่นเจ๊ตสกี และที่สำคัญใช้มาตรการทางสังคมในการควบคุมผู้ประกอบการเจ๊ตสกีกันเอง นายภูริพัฒน์ กล่าวเพิ่มว่า หลังจากที่ใช้มาตรการดังกล่าวข้างต้นในช่วงปีกว่าๆ ไม่มีปัญหาการร้องเรียนเรื่องเจ๊ตสกีเอาเปรียบนักท่องเที่ยวเข้ามาแต่อย่างใด และโดยเฉพาะมาตรการทางสังคมที่ให้ผู้ประกอบการดูแลกันเองนั้นสามารถควบคุมผู้ให้บริการได้เป็นอย่างดี ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดขึ้นมา สำหรับปัญหาเจ๊ตสกีเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ถือว่าเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต เพราะเป็นปัญหาที่นักท่องเที่ยวร้องเรียนเข้ามามากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นที่ผู้ประกอบการเจ๊ตสกีเรียกค่าเสียหายจากนักท่องเที่ยวสูงเกินความเป็นจริง จังหวัดภูเก็ตจึงได้ออกมาตรการในการแก้ปัญหาด้วยการกำหนดให้เจ๊ตสกีทุกลำ ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวทำประกันภัยชั้น 1 ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวได้ผลในระดับหนึ่ง ทำให้ปัญหาการร้องเรียนลดลงมาก |