|
|

|
|
อบต.ตรังสนับสนุนป่าชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ
|
|

|
|
กางโรดแมป กู้วิกฤติท่องเที่ยว
|
อบต.ตรังสนับสนุนป่าชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ

ตรัง - อบต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง สนับสนุนป่าชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ที่มีความโดดเด่นและหลากหลายจำนวนมาก นายธเนศ คืนตัก นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กล่าวว่า ป่าชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลทุ่งกระบือ เป็น 1 ใน 10 ป่าชายเลนชุมชนในจังหวัดตรัง มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ เป็นพื้นที่ที่เคยผ่านการทำสัมปทานป่าไม้มาก่อน โดยส่วนที่เป็นป่าชายเลนชุมชนมีประมาณ 2,000 ไร่ สภาพป่ายังคงความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ที่มีความโดดเด่นและหลากหลายจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิดด้วย จนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวเมื่อปี 2543 ทั้งนี้ การบริหารงานป่าชุมชนบ้านทุ่งตะเซะนั้น เกิดขึ้นโดยกลุ่มชาวบ้านร่วมกับส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีสมาชิกสภา อบต.เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการ พร้อมนำเสนอความต้องการมายังทาง อบต.ซึ่งฝ่ายบริหารก็ได้พยายามสนับสนุนให้อย่างเต็มที่ รวมทั้งร่วมเฝ้าระวังดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะต้องการอนุรักษ์ป่าชุมชนแห่งนี้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญของจังหวัดตรัง ซึ่งต้องยอมรับว่าจากความเข้มแข็งของคณะกรรมการนั้น มีส่วนทำให้ป่าชุมชนแห่งนี้พัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับโครงการสำคัญที่ อบต.ทุ่งกระบือ กำลังดำเนินการอยู่ก็คือ การปรับปรุงถนนทางเข้าไปยังป่าชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 500 เมตร และขณะนี้ยังมีสภาพเป็นลูกรัง ให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันบางส่วนยังเป็นเส้นทางแบบธรรมชาติ และติดกับที่ดินของชาวบ้าน ทำให้ถนนบางจุดค่อนจะข้างแคบ จึงไม่เหมาะต่อการนำรถขนาดใหญ่เดินทางเข้าไป ส่วนโครงการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวนั้น ทาง อบต.ก็จะทยอยทำกันไปตามที่งบประมาณพึงมี เพื่อปกปักรักษาป่าชุมชนแห่งนี้ให้ดีที่สุด
กางโรดแมป กู้วิกฤติท่องเที่ยว

ปัญหาอุทกภัยที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวกำลังเผชิญอยู่ใน ขณะนี้ คือ การเสียโอกาส ด้านการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น และกำลังขยายวงกว้าง เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมได้สร้างความเสียหายให้กับการท่องเที่ยวโดยรวมทั้งระบบ และกระทบไปถึงผู้ประกอบการในภูมิภาคที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมด้วย -ปรับลดเป้าท่องเที่ยว54 ภาพสะท้อนที่เห็นได้จากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเที่ยวไทยผ่านทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่เริ่มลดลงตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจน ถึงปัจจุบัน เฉพาะช่วงครึ่งเดือนแรกของพฤศจิกายนก็ลดลงไปกว่า 29.28% (ตารางประกอบ) โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ลดลงมากที่สุด จะเป็นนักท่องเที่ยวจากเอเชีย ส่วนปริมาณเที่ยวบินที่ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ลดลงจาก 900 เที่ยวบินต่อวันมาอยู่ที่ 800 เที่ยวบินต่อวัน จากยอดใช้บริการสนามบินสุวรรณ ภูมิของทั้งคนไทยและต่างชาติ จากเดิม 130,000 คนต่อวัน ลดลงเหลือ 100,000 คนต่อวัน จึงเป็นที่มาของการปรับลดเป้าหมายการท่องเที่ยวในปีนี้ของหน่วยงานต่างๆ (ตารางประกอบ) อย่างไรก็ตามเมื่ออุทกภัยเริ่มคลี่ คลายลงบ้างแล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการคือการฟื้นฟูการท่องเที่ยวกลับขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งในขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยว ข้องก็กำลังอยู่ระหว่างการร่วมผลักดันแผนฟื้นฟู และการร้องขอของภาคธุรกิจ ต่อมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบการ -ชงตั้งกองทุน 500 ล้าน ไล่ตั้งแต่ข้อเสนอของสภาอุตสาห กรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือสทท. 3 มาตรการ โดยมาตรการแรก เป็นการฟื้นฟูส่วนที่เสียหายและเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ ที่จะเสนอให้จัดตั้งกองทุนในวงเงิน 500 ล้านบาท เพื่อช่วยสถานที่ของผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายโดยช่วยเหลือฟื้นฟูอาคารหรือปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อลดการใช้พลังงาน ซึ่งกองทุนนี้จะจ่ายสมทบค่าใช้จ่ายไม่เกิน 10% ของค่าใช้จ่ายจริง และไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย
รวมไปถึงการจัดวงเงินสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเพื่อปรับปรุงกิจการและเสริมสภาพคล่อง 5,000 ล้านบาทผ่านระบบการให้สินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ตามปกติ โดยรัฐบาลสนับสนุนส่วนต่างในการลดดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ 3% ในช่วง 3 ปีแรก การจัดวงเงินสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการระดับ SMEซึ่งอาจมีปัญหาในการใช้สินเชื่อปกติ โดยใช้ระบบการแยกบัญชีในการดำเนินธุรกรรมตาม นโยบาย (Public Service Ac-count - PSA) ที่ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในวงเงิน 1,000 ล้านบาท และให้สินเชื่อรายละไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยใช้เงื่อนไขผ่อนปรนพิเศษ เช่น ให้ค้ำประกันไขว้ได้, ไม่พิจารณา NPL เดิม, ใช้ข้อมูลการดำเนินการใน 3 ไตรมาสแรก ของปี 2554 เป็นปัจจัยในการพิจารณาให้สินเชื่อ เป็นต้น ในกรณีที่ผู้ประกอบการใช้วงเงินกู้เดิมอยู่แล้ว ขอให้มีมาตรการในการผ่อนปรนให้ชำระเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้สามารถนำสภาพคล่องส่วนที่ยังไม่ต้องชำระเงินต้นมาใช้ในการฟื้นฟูกิจการ -ร้องขอลดค่าใช้จ่าย มาตรการที่ 2 เรื่องการขอลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ โดยขอให้ยก เลิกการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าขั้นต่ำที่ได้รับผล กระทบจากอุทกภัยโดยตรง สำหรับเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม 2554 โดยให้คิดค่าไฟฟ้าจากจำนวนที่ใช้จริง การของดการ นำส่งเงินประกันสังคมทั้งในส่วนของลูกจ้างและนายจ้างโดยทันทีในช่วงน้ำท่วมและหลังจากน้ำลดอีกไม่น้อยกว่า 2 เดือน สำหรับผู้ประกอบการที่ถูกน้ำท่วม
รวมถึงร้องขอให้รัฐบาลเข้ามาพยุงการจ้างงานของผู้ประกอบการ โดยจัดทำโครงการฝึกอบรมในสถานประกอบการเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับแรงงาน แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการอบรม 5,000 บาท และเบี้ยเลี้ยงสำหรับผู้เข้าอบรม 3,800 บาท คิดเป็นวงเงินสนับสนุน 88 ล้านบาทสำหรับการจัดอบรม 10,000 คน -แจงข้อมูลซิงเกิล เมสเสจ ส่วนมาตรการสุดท้ายคือการส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ ที่สทท.แนะว่าการสื่อสารและให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นที่น่าเชื่อถือในลักษณะ Single Message ถึงภูมิภาคที่ไม่ได้รับความเสียหาย เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวเสียหายไปทั้งประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวสำหรับการเดินทางที่สนามบินสุวรรณ ภูมิ โดยแสดงถึงข้อเท็จจริงซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการได้ตามปกติ และความมั่นใจในระบบป้องกันของสนามบินซึ่งมีการวางแผนไว้อย่างเป็นระบบตั้งแต่แรก
สำหรับพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลงการ เข้าฟื้นฟูควรมีการแสดงให้เห็นถึงมาตร การในการจัดการเพื่อป้องกันโรคระบาด และการขาดแคลนสินค้าอุปโภคและบริโภค เพราะเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างความ เชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และเน้นส่งเสริม การท่องเที่ยวภายในประเทศด้วยการให้นำค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวมาเป็นส่วนลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 15,000 บาท เช่นเดียวกับการเร่งดำเนินกิจกรรม ส่งเสริมการขาย การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในประ เทศและต่างประเทศ อาทิ กิจกรรมการท่องเที่ยวข้ามภูมิภาค กิจกรรมท่องเที่ยวอาสา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากน้ำท่วม และขอให้กำหนดเป็นนโยบาย ในการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานภาครัฐ โดยขอให้เร่งดำเนินการ ภายในไตรมาสแรกของปี 2555 -ททท.เน้นฟื้นตลาด 3 ระยะ ขณะที่การทำตลาดการท่องเที่ยวนั้น ททท.จะร่วมกับภาคเอกชนทำตลาดใน 3 ระยะ เริ่มด้วยตลาดในประเทศ ที่จะจัด 2 กิจกรรมหลัก เพื่อดึงให้คนเที่ยวช่วงฤดูหนาวนี้ อย่างโครงการต่อยอดบิ๊กคลีนนิ่ง ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี โดยมุ่งให้คนเข้าไปร่วมฟื้นฟูบูรณะแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่มีผลกระทบจากน้ำท่วม ที่ระดมความร่วมมือผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ และการเชิญชวนผู้ประกอบการและสื่อจากทั่วประเทศ ร่วมสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และภาคกลาง เน้นการเดินทางแบบข้ามภูมิภาค ส่วนตลาดต่างประเทศ จะเน้นการฟื้นฟู 2 ระยะ โดยตลาดยุโรป ตั้งเป้าให้ การเดินทางและเจรจาธุรกิจจองทัวร์ล่วงหน้ากลับมาเร็วที่สุดในช่วงคริสต์มาส ขณะที่ตลาดเอเชีย ตั้งเป้าฟื้นฟูให้กลับมาเต็มร้อยในช่วงตรุษจีน ที่จะเน้น 2 กิจกรรมคือ การจัดเมกะแฟมทริปสื่อมวลชนและเอเยนต์มาเยือนไทยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ โดยมุ่งไปยังแหล่ง ท่องเที่ยวที่อยู่ในช่วงฟื้นฟู เช่น มรดกโลกอยุธยา จะจัดกลุ่มญี่ปุ่นเข้ามาท่องเที่ยว และการจัดทีมภาครัฐและเอกชนโรดโชว์ในตลาดที่ฟื้นได้เร็วก่อนเป็นอันดับแรก ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น และรัสเซีย -สสปน.ชูกลยุทธ์ฟื้นฟูไมซ์ ด้านการฟื้นฟูตลาดไมซ์นั้น สสปน. จะดำเนินการและนำเสนอรัฐบาลล่าสุดสำหรับผลกระทบจากอุทกภัยต่ออุตสาหกรรมไมซ์ โดยแผนระยะสั้น (พฤศจิกายน - ธันวาคม 2554) จะเป็นมาตรการผ่านภาครัฐ สร้างความมั่นใจให้ผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมงาน โดยเรียนเชิญผู้บริหารประเทศเข้าร่วมงานต่างๆ และสร้างความมั่นใจด้วยแถลงการณ์ และวีดิทัศน์จากผู้นำรัฐบาล เพื่อยืนยันความเชื่อมั่น มาตรการอัดฉีดเงินสนับสนุน โดยให้เงินสนับสนุนเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน ส่งเสริมการตลาด สำหรับงานที่ไม่มีการยกเลิก หรือเลื่อนการจัดงาน และให้เงินสนับสนุนชดเชยสำหรับผู้เดินทางมาประชุมท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลในคณะที่มีการย้ายสถานที่ และ/หรือเลื่อนวันจัดงาน ตลอดจนให้เงินสนับสนุน งานแสดงสินค้านานาชาติที่จะมีผลกระทบจากน้ำท่วม จำนวน 25 งาน จัดระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2554 - มิถุนายน 2555 ต่อมาจะเป็นระยะฟื้นฟู (มกราคม - มีนาคม 2555) ผ่านภาครัฐ อาทิ การเสนอ มาตรการการนำค่าใช้จ่ายต่างๆ (ค่าใช้จ่ายการจัดประชุมและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การจัดฝึกอบรม และการออกบูธ) มาหักภาษีรายได้ 300% ของบริษัท ทั้งหมดเป็นแผนสำหรับการฟื้นฟูที่จะเกิดขึ้น ในการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับคืนมาอีกครั้งหลังผ่านพ้นอุทกภัยในครั้งนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,689 20-23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 |