|
|

|
อีคอนเมร์ซ..เอาอยู่ลอยตัวสู้น้ำท่วม
|
|

|
กสทช.สรุปคลื่น1ปณ.วันที่23พ.ย.
|
อีคอนเมร์ซ..เอาอยู่ลอยตัวสู้น้ำท่วม

น้ำที่ทะลักท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ ไปเกือบครึ่ง ทำเอากิจการค้าขายใหญ่ น้อย เดือดร้อนไปตาม ๆ กัน ในจำนวนนี้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ ก็โดนกับเขาด้วย ปัญหาเกิดจากการขนส่งสะดุด พนักงานเป็นผู้ประสบภัย หรือกิจการโดนน้ำล้อมรอบ
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทตลาดดอทคอม จำกัด (www.tarad.com) อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ชี้แจงผลกระทบของอุทกภัยที่มีกับวงการอีคอมเมิร์ซว่า มีร้านค้า 35% ที่เผชิญปัญหา อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม จึงส่งสินค้าไม่ได้ ร้านต้องปิด แต่ร้านนอกพื้นที่ ที่ไม่ได้รับผลกระทบ และมีสินค้าที่สนองความต้องการของผู้เผชิญความเสี่ยงหรือเป็นผู้ประสบภัย กลับมียอดขายเพิ่ม เพราะมีความต้องการจากพื้นน้ำท่วมสั่งซื้อ ที่แม้จะประสบภัย ก็สั่งออนไลน์ และให้ไปส่งที่บ้านเช่าหรือคอนโดมิเนียมที่ย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ได้ “จุดเด่นของธุรกิจการค้าออนไลน์คือ ถึงน้ำจะท่วม ก็ให้บริการได้เหมือนเดิม เช่น ร้านให้เช่าพระเครื่อง http://thanomsin.tarad.com ถึงจะถูกน้ำท่วม ก็ยังมีรายรับจากออนไลน์ถึง 100% ภาวุธมองแง่ดีว่าไม่เกิน 2– 3 สัปดาห์ ร้านค้าก็ปรับตัวรับกับสภาพ บางแห่งน้ำเริ่มลด กลับมาให้บริการได้เหมือนเดิม บางเว็บเลี่ยงไปหาสินค้าจากแหล่งอื่นทดแทน เปลี่ยนวิธีขนส่ง หรือขอยืดเวลาการส่ง สำหรับตลาดดอทคอม ผู้บริหารเว็บอีคอมเมิร์ซรายนี้ บอกว่าได้ร่วมกับร้านค้าจัดส่วนลด โปรโมชั่น กลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอยู่กับน้ำ หรือของจำเป็นบางอย่างที่หาซื้อไม่ได้ ผ่านระบบออนไลน์ของบริษัท โดยเปิดหน้าเว็บ ที่ www.tarad.com/event/flood และwww.tarad.com/landingpage/floodpromotion รวมทั้งเปิดรับบริจาคเงินผ่านช่องทางออนไลน์ http://ifund.in.th/report.php?W_ID=21 จากคนไทยและชาวต่างประเทศ กับได้ร่วมมือกับ ราคุเท็น เว็บค้าขายที่เป็นพันธมิตรของตลาดดอทคอม เปิดรับบริจาคเงินออนไลน์ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้มาแล้วกว่า 5 ล้านเยน นอกจากนี้ พนักงานราคุเท็น ยังส่งกำลังใจให้กับคนไทยผ่านภาพหลาย ๆ ภาพ เผยแพร่ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีคนเห็นหลายล้านคนแล้ว ดูได้ที่ http://pawoot.wordpress.com/2011/10/27/global-friendship/ ในฐานะผู้อยู่ในวงการอีคอมเมิร์ซลำดับแรก ๆ ผ่านประสบการณ์มานานปี ภาวุธ ให้คำแนะนำ กับผู้ประกอบการและผู้ซื้อ ในยามนี้ โดยชักชวนเจ้าของกิจการร้านค้าที่ประสบภัย ให้มาเปิดร้านออนไลน์ ที่ค้าขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันปิด ขายได้ทั้งกับคนไทยทั่วประเทศและทั่วโลก การค้าจึงไม่สะดุด แม้จะเผชิญปัญหาน้ำท่วมก็ยังให้บริการ สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนฟากผู้ซื้อ ที่เผชิญปัญหาขาดแคลน หาซื้อของบางอย่างได้ยาก แต่ช่องทางออนไลน์อาจมีคำตอบ เพราะผู้ค้าหลายรายไม่ได้ประสบภัย จะเปิดหาจากเว็บไซต์ หรือ จะใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเดี๋ยวนี้ใช้สั่งซื้อได้เหมือนคลิกสั่งจากคอมพิวเตอร์ ลองศึกษารูปแบบการซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือ ของตลาดดอทคอมดูได้ ที่ http://m.tarad.com
กสทช.สรุปคลื่น1ปณ.วันที่23พ.ย.

“สุภิญญา” ชี้แจงความสับสนเรื่อง 1 ปณ. ยืนยันว่าไม่ใช่การยึดคลื่น เพราะคลื่น 1 ปณ. เป็นของ กสทช. อยู่แล้ว เผยเอาเข้าบอร์ดสรุป 23 พ.ย.54
วานนี้ (16 พ.ย.) น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด กสทช. ได้มีการหารือเกี่ยวกับร่างแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ที่รักษาการ กสทช. ยกร่างไว้ ซึ่งมีความคืบหน้าแล้วราว 90%
“เรื่องหลักๆ ที่ถกเถียงกันคือแนวทางในการบริหารคลื่นและจัดสรรคลื่น แต่ยังมีประเด็นที่ตกลงกันไม่ได้จะคุยกันอีกครั้งในพุธหน้า (23 พ.ย.) เชื่อว่าจะได้ข้อยุติที่จะทำให้แผนแม่บทบริหารคลื่นคลอดออกมาได้ น่าจะไม่ต่างจากร่างเดิมที่ยกไว้มากนัก เพื่อนำมาประชาพิจารณ์ต่อไป และทำให้เดินหน้าทำร่างแผนแม่บทอีก 2 แผนคือการประกอบกิจการโทรคมและการประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์”
สำหรับประเด็นที่ยังถกไม่จบคือเรื่องระยะเวลาในการคืนคลื่นความถี่ของหน่วยงานรัฐ นอกจากคลื่นที่ได้สัมปทาน หรือไม่ได้กำหนดระยะเวลาคืนคลื่นไว้ ก็เลยมีการถกกันว่าควรกำหนดให้คืนภายในกี่ปี ทั้งวิทยุโทรทัศน์และโทรคม จะต้องให้เวลากี่ปี โดยจะแบ่งเป็น 3 ประเภทคือคลื่นที่ได้รับสัมปทาน คลื่นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้จากรัฐ และคลื่นที่ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐใช้งานอยู่และต้องแจ้งความจำเป็นในการถือครองต่อ ตามมาตรา 82 พ.ร.บ. กสทช. ซึ่งระบุให้ กสทช. ต้องกำหนดระยะเวลาในการคืนคลื่นความถี่มาจัดสรรใหม่ทั้งหมด และจำเป็นต้องมีการระบุไว้ในข้อต่อท้ายหรือไม่ หากมีเหตุฉุกเฉินว่าจะต้องนำคลื่นมาใช้ก่อนเวลาที่ กสทช. สิ้นสุด จำเป็นต้องมีการระบุไว้หรือไม่
นอกจากนี้ที่ประชุมยังไม่ได้มีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการของสถานีวิทยุ 1 ปณ. แต่ขอชี้แจงความสับสนเรื่อง 1 ปณ. โดยยืนยันว่าไม่ใช่การยึดคลื่น เพราะ คลื่น 1 ปณ. เป็นของ กสทช. อยู่แล้ว และกสทช. ไปมีสัญญาร่วมผลิตรายการกับบริษัทเอกชน อาทิ จีเอ็มเอ็ม มติบอร์ด กสทช. รอบที่แล้วได้มีมติให้ระงับการดำเนินการใดๆ ในการจัดทำหรือขยายสัญญากับเอกชน ไปจนกว่าบอร์ดเล็กจะมีแนวทางดำเนินการใดๆ ซึ่ง กสทช. สามารถยุติสัญญาในสิ้นปีได้ โดยจะต้องแจ้งให้คู่สัญญาทราบล่วงหน้าก่อน 30 วัน วันนี้มีการรับรองการประชุมของครั้งก่อน ก็จะทำให้บอร์ดทำหนังสือแจ้งกับเอกชนต่อไป
“บอร์ดมีมติไปยังสำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นคู่สัญญากับเอกชน มติดังกล่าวจึงไม่ผูกพันกับเอกชน แต่ผูกพันสำนักงานที่อยู่ใต้บังคับของ กสทช. ซึ่งสำนักงานมีหน้าที่จะไปแจ้งกับเอกชนคู่สัญญาเอง เดิมสัญญาหมดปลายปี 2553 แต่ได้มีการทำข้อตกลงท้ายสัญญาเพิ่มเพื่อไม่ให้ผูกมัดกับ กสทช. กระบวนการหลังจากนี้ สำนักงาน กสทช. จะต้องไปแจ้งกับเอกชนในฐานะคู่สัญญา และหากเอกชนไม่พอใจในเงื่อนไข จะต้องเจรจากับสำนักงาน ไม่ใช่หน้าที่ของบอร์ดในการเจรจาธุรกิจกับเอกชน ซึ่งทุกคนที่ไม่พอใจในมติ กสทช. ก็มีสิทธิจะฟ้องต่อศาลปกครองได้ แต่การเจรจาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งทางสำนักงานก็ยืนยันว่าได้มีการแจ้งให้เอกชนทราบอยู่เป็นระยะๆ แล้วถึงความไม่แน่นอนของสัญญา”
หลังจากนี้บอร์ดเล็กจะต้องไปคิดแผนเกี่ยวกับการจัดการคลื่นความถี่ของรัฐอย่างไรระหว่างนี้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ 1 ปณ. แต่เมื่อวันจันทร์บอร์ดเล็กมีแนวคิดจะให้เอกชนทำต่อไปอีก 6 เดือน เพื่อให้เป็นแบบอย่างกับหน่วยงานอื่น และมีประเด็นเรื่องความทับซ้อนของหน้าที่ จึงไม่ควรจะให้ระยะเวลา 1 ปี เท่ากับที่อาจจะเปิดให้เอกชนดำเนินการไปก่อนในระหว่างที่หน่วยงานรัฐดำเนินการตามมาตรา 82 ซึ่งมีข้อสรุปแล้วแต่ยังไม่ได้มีการนำเข้าที่ประชุมบอร์ดใหญ่ ดังนั้นจึงอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆ อื่น ฉะนั้นเวลายังยืนมติบอร์ด กสทช. เมื่อครั้งที่แล้ว |