|
|

|

|
|
ประกันสังคม ขยายเวลายื่นกู้สำหรับผู้ประสบอุทกภัย
จนถึงเดือนเมษายน 2555
|
ชาวบ้านแหลมสอม เปิดแหล่งท่องเที่ยว
“คลองหนองทะเล” พายเรือแคนนู
|
|

|

|
|
สสจ.กระบี่เตือนปชช.ระวังโรคทางเดินหายใจ
|
ตร.ฉลองจับผู้ต้องหาคดียาเสพติดยึดยาบ้า-ยาไอซ์
|
|

|

|
|
ตร.ภาค 8 รวบแก๊งค้ายาบ้า ยึดอาวุธสงคราม-ยาเสพติด
|
ตรังเร่งแก้ปัญหาเรือบรรทุกปูนล่มกลางทะเลใกล้เกาะลิบง
|
สำนักงานประกันสังคม ขยายเวลายื่นกู้สำหรับผู้ประสบอุทกภัย จนถึงเดือนเมษายน 2555

นางพรทิพย์ ตัณฑัยย์ ประกันสังคมจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ประสบอุทกภัย ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม ได้จัดโครงการประกันสังคมเคียงข้างผู้ประกันตนต้านอุทกภัย ซึ่งขยายเวลายื่นกู้ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2555 เพื่อให้สิทธิผู้ประกันตนตามมาตรา 33,39,40 นำเงินมาซ่อมแซมบ้านพักอาศัยที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วม โดยสามารถยื่นกู้กับธนาคาร 4 แห่ง คือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย จำกัด ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารออมสิน ในวงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท ดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 2.5 ต่อปี คงที่ 2 ปี โดยผู้ประกันตนที่มีความประสงค์จะยื่นกู้จะต้องเตรียมหนังสือรับรองความเป็นผู้ประกันตน เอกสารการทำงาน สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมรูปถ่ายบ้านที่ถูกน้ำท่วม ยื่นต่อธนาคารที่เข้าร่วมโครงการได้ทุกวัน และนอกจากนั้น ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม ได้มีโครงการช่วยเหลือสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย โดยการขอสินเชื่อกำหนดวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี คงที่ 3 ปี สามารถยื่นกู้ได้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ประกันสังคมจังหวัดกระบี่ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระและแรงงานนอกระบบ ที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 60 ปี ที่เข้าสู่ระบบประกันสังคม สามารถชำระเงินสมทบได้ที่เคาเตอร์เซอร์วิส ซึ่งได้เริ่มบริการแล้วตั้งแต่เดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ชาวบ้านแหลมสอม เปิดแหล่งท่องเที่ยว “คลองหนองทะเล” พายเรือแคนนู เพิ่มรายได้ชุมชน
 เวลา 13.30 น.วันที่ 17 พ.ย. 54 ที่บริเวณสะพานคลองหนองทะเล บ้านแหลมสอม หมู่ที่ 4 ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ นายยุติศักดิ์ เอกอัคร นายอำเภอเมืองกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว “ล่องเรือชมทัศนียภาพ”คลองหนองทะเล โดยมีนายรุ่งโรจน์ บุตรหลี นายสุขกาย จันทร์อ่อน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองทะเล ผู้นำชุมชนและชาวบ้านแหลมสอม ประมาณ 100 คน ร่วมในพิธี นายยุติศักดิ์ เอกอัคร นายอำเภอเมืองกระบี่ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงทั้งภาคการเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันรายหลักของจังหวัดส่วนหนึ่งก็มาจากภาคการท่องเที่ยว ตำบลหนองทะเล และตำบลใกล้เคียงในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ ได้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ และทำการฟื้นฟูปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้มีความสมบูรณ์สวยงาม เพื่อเพิ่มศักยภาพในด้านการบริการนักท่องเที่ยว เพิ่มรายได้การท่องเที่ยวให้มีมากขึ้น
ทางคณะกรรมการหมู่บ้าน บ้านแหลมสอม หมู่ที่ 4 ได้มีแนวคิดในการเสริมรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ราษฎร และมีความเห็นร่วมกันว่าการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน และเห็นว่าการล่องเรือชมทัศนียภาพคลองหนองทะเล เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ น่าจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว และด้วยเอกลักษณ์ของคลองหนองทะเล มีความคดเคี้ยวน้ำไหลแรงในบางช่วง การล่องเรือปกติจะไม่เหมาะสมเท่ากับการล่องเรือแคนนู
ในเบื้องต้นทางคณะกรรมการหมู่บ้านได้จัดซื้อเรือไว้บริการนักท่องเที่ยวจำนวน 5 ลำ โดยมีระยะทางพายเรือประมาณ 1,500 เมตร โดยคิดค่าบริการครั้งละ 200 บาท ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวทางน้ำ พายเรือชมธรรมชาติ ก็สมารถ ติดต่อได้ที่ นายรุ่งโรจน์ บุตรหลี ผู้ใหญ่บ้านแหลมสอม หมู่ที่ 4 ต.หนองทะเล หมายเลขโทรศัพท์ 08-1477-4035 คาดว่าโครงการดังกล่าวจะกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนเพิ่มขึ้น
สสจ.กระบี่เตือนปชช.ระวังโรคทางเดินหายใจ

นพ.จิรพันธ์ เต้พันธ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ในช่วงนี้เริ่มมีอากาศเปลี่ยนแปลงจากปลายฤดูฝนย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ตอนเช้าจะมีหมอกปกคลุมในบางพื้นที่และอากาศหนาวเย็น เสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม และโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุที่มีภูมิต้านต่ำ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ซึ่งโรคดังกล่าวมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ดังนั้น จึงขอเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังรักษาสุขภาพ ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่น หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ หากพบมีอาการไอ เจ็บ คอ จาม หรือมีน้ำมูลไหล ซึ่งเป็นอาการป่วยในเบื้องต้นให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตามร่างกาย ดื่มน้ำอุ่น นุ่งห่มเสื้อผ้าหนา ๆ ไม่ควรตากแดดตากลม และหากมีอาการป่วยรุนแรงให้รีบพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นช็อกหมดสติได้
นอกจากโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีโรคที่น่าเป็นห่วงอีกโรคหนึ่ง คือโรคอหิวาตกโรค หรือโรคท้องร่วง จึงขอแนะนำให้ประชาชน ป้องกันตัวเองให้ปลอดจากโรคดังกล่าว โดยการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และภายหลังถ่ายอุจจาระ นอกจากนั้น จะต้องดื่มน้ำที่สะอาดและควรต้มให้สุกก่อน และจะต้องเลือกรับประทานอาหารที่สะอาดและสุขใหม่ ๆ เท่านั้น
ตร.ฉลองจับผู้ต้องหาคดียาเสพติดยึดยาบ้า-ยาไอซ์

ภูเก็ต-ตำรวจฉลองจับผู้ต้องหาคดียาเสพติด 2 คดี ผู้ต้องหา 2 ราย ยึดของกลางยาบ้าและยาไอซ์ เมื่อเวลา 08.30 น.วันนี้ ( 19 พ.ย.) ที่สถานีตำรวจภูธรฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต พ.ต.ท.จรัล บางประเสริฐ สารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรฉลอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวน 2 คดี ผู้ต้องหา 2 คน ประกอบด้วย คดีที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายอานนท์ หรืออาร์ม ภิรมย์ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 87 ม.1 ต.ท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา โดยจับกุมได้เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2554 เวลา 19.00 น. ที่บริเวณริมถนนเจ้าฟ้าตะวันออก ม.4 ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต พร้อมด้วยของกลางยาไอซ์น้ำหนัก 6.50 กรัม บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใสแบบกดปิดดึงเปิดจำนวน 1 ถุง จึงนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายต่อไป สำหรับการจับกุมผู้ต้องหาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากก่อนที่จะมีการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับไม่ประสงค์จะออกนามว่าที่บริเวณริมถนนเจ้าฟ้าตะวันออกม.4 ต.ฉลอง มีกลุ่มวัยรุ่นนัดส่งยาเสพติดกันเป็นประจำ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบวัยรุ่นมีพฤติกรรมน่าสงสัย ทราบชื่อภายหลังคือ นายอานนท์ หรืออาร์ม ภิรมย์ จึงได้แสดงตัวเป็นตำรวจเข้าตรวจสอบและขอตรวจค้น จากการตรวจค้นพบยาเสพติดประเภทยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋ากางเกงขายาวสีดำ จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลางและควบคุมตัวส่งสถานีตำรวจภูธรฉลองดำเนินคดี ส่วนคดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายสมเกียรติ หรือเกียรติ เนื้อนุ้ย อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 89/1 ม.6 ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ พร้อมด้วยของกลางยาบ้า 150 เม็ด ยาไอซ์ 7.50 กรัม โดยจับกุมได้เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2554 เวลา 16.15 น.ที่บริเวณหน้าแคมป์คนงานก่อสร้างภายในซอยนากก ม.5 ต.โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์และยาบ้า)ได้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย สำหรับการจับกุมผู้ต้องหารายนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่าบริเวณซอยนากก มีวัยรุ่นขับขี่จยย.ลักลอบจำหน่ายยาเสพติด ภายหลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบพบจักรยานยนต์ลักษณะตรงกับที่ได้รับแจ้งจอดอยู่ภายในซอย จึงได้เข้าไปตรวจสอบพบวัยรุ่น ซึ่งเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงท่าทางพิรุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขอตรวจค้นทราบชื่อภายหลังคือนายสมเกียรติ หรือเกียรติ เนื้อนุ้ย จากการตรวจค้นพบของกลางยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมนำตัวนายสมเกียรติ ขยายผลตรวจค้นต่อที่ ห้องเช่าเลขที่17/13 หมู่ที่ 4 ต.ฉลอง อ.เมือง พบของกลางยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ที่ราวผ้า จึงได้นำตัวมาสอบสวนและดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรฉลองต่อไป
ตร.ภาค 8 รวบแก๊งค้ายาบ้า ยึดอาวุธสงคราม-ยาเสพติด

สุราษฎร์ธานี-ตำรวจภาคสืบสวนภาค 8 รวบเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้ผู้ต้องหารวม 11 คน พร้อมของกลางยาเสพติด อาวุธปืนสงคราม ระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เชื้อปะทุ ไดนาไมท์เจ้าหน้าที่สงสัยอาจพัวผันกับเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้ ( 18 พ.ย. 54) ที่ห้องประชุมศูนย์สืบสวนสอบสวนภูธรภาค 8 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.สันติ เพ็ญสูตร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พล.ต.ต.วีระศักดดิ์ มีนะวาณิชย์ ผบก.สส. ภาค 8 พ.ต.อ.สมยส แก้วบังเกิด ผกก.สส.1 กองบังคับการสืบสวนภาค 8 ร่วมกันแถลงข่าวผลงาน การกวาดล้างอาชญากรรมและยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนภาค 8 หลังจากบุกเข้าทำการตรวจค้นอยู่บ้านเลขที่ 63/ 2 หมู่ที่ 6 ต.บ้านส้องอ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี พบอาวุธสงครามปืนเอ็ม 16 พร้อมเครื่องกระสุนปืน ระเบิดแสวงเครื่อง เชื้อปะทุ ไดนาไมท์ ยาเสพติด เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายเดชา ศรพิชัย อายุ 32 ปี มาทำการสอบสวนขยายผลจับกุมตัวลูกน้องของนายเดชาเพิ่มอีก 10 คน ประกอบด้วย นายบุญพยา ปรีชาอายุ 32 ปี , ,นายศุภชัย โสตทิพย์ อายุ 29 ปี ,นายสุรศักดิ์ ละหารเพชร อายุ 27 ปี ,นายสุรวุฒิ ใจห้าว อายุ 23 ปี ,นางกาญจนา เพชระ อายุ 36 ปี ,นางชมนิภา ไชยฤกษ์ อายุ 23 ปี ,นางภัชรา สุวรรณ อายุ 36 ปี ,น.ส.จิรประภา ทองอินทร์ อายุ 20 ปี ,น.ส.วัลภา อินทร์เพชร์ อายุ 27 ปี และนายวิทยา หนูหีด อายุ 30 ปี พร้อมด้วยของกลางเป็นยาไอซ์ 35.2 กรัม,ยาบ้า 74 เม็ด, พร้อมอุปกรณ์การเสพยา รวมถึงอาวุธปืนทั้งสิ้นและยาวรวม 9กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนกว่า 100 นัด ,นอกจากนี้ยังพบระเบิดไดนาไมท์ 1 ลูก และดินระเบิด Emulex 204 แท่ง สำหรับการจับกุมในครั้งนี้ ชุดสืบสวนได้สืบทราบว่า นางบุญพยา ปรีชา ลักลอบขายยาไอซ์ ในพื้นที่เวียงสระ จึงได้ติดตามอย่างต่อเนื่องจนสามารถจับกุมตัวได้ ที่บริเวณสวนยางพาราหลังโรงเรียนไสยง ต.คลองฉนวน อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ฯ ก่อนนำขยายผลติดตามจับกุมได้ยกแก๊ง จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การสารภาพว่าเป็นเครือข่าย ที่ลักลอบขายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่น ในพื้นที่ อ.เวียงสระและใกล้เคียง โดยมี นายเดชา ศรพิชัยเป็นหัวหน้าแก็งและเป็นผู้จำหน่ายรายใหญ่ รับของจากกรุงเทพฯ ส่วนอาวุธปืน มีไว้ป้องกันตัว สำหรับระเบิดผู้ต้องหาอ้างว่าเจอมาจากกองขยะและเตรียมนำไประเบิดปลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อในเบื้องต้นสันนิษฐานว่า ผู้ต้องหาอาจมีส่วนพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดและความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนขยายผลสืบหาข้อเท็จจริงดำเนินการต่อไป
ตรังเร่งแก้ปัญหาเรือบรรทุกปูนล่มกลางทะเลใกล้เกาะลิบง

ตรัง - สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาตรัง และอำเภอกันตัง เร่งประสานแก้ปัญหาเรือบาธบรรทุกปูนซีเมนต์อัดเม็ด จมลงทะเลใกล้กับเกาะลิบง เบื้องต้นพบไม่มีปัญหาคราบน้ำมัน เนื่องจากเป็นเรือลากจูง เผย บริเวณที่เรือจมยังเป็นที่ชุมนุมของสัตว์น้ำ ส่งผลดีต่อชาวประมงอีกด้วย วันนี้ (18 พ.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น.นายสุธี สุขสง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาตรัง พร้อมด้วย นายวิสิษฐ์ ตั้งปอง นายอำเภอกันตัง และ นายบุญครื้น พรเดชอนันต์ ประมงอำเภอกันตัง นำกำลังเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบจุดที่เรือบาธบรรทุกปูนซีเมนต์อัดเม็ดของ บริษัท จัมโบ้บาจแอนด์ทรัก จำกัด ขนาด 1,200 ตัน จำนวน 5 ลำ จมลงในทะเลตรัง ใกล้กับเกาะลิบง อำเภอกันตัง เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2554 และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา โดยจุดแรก เจ้าหน้าที่ได้นำเรือสปีดโบ้ตของกรมเจ้าท่าออกตรวจสอบบริเวณพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านหาดทรายแก้ว ตำบลเกาะลิบง ซึ่งมีระดับน้ำทะเลลึกประมาณ 6 เมตร และเห็นคานเรือโผล่ขึ้นเหนือน้ำ โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาตรัง ได้นำทุ่นพร้อมธงสีแดง และไฟกะพริบมาติดตั้งเพื่อป้องกันอุบัติเหตุเรือชน แต่ก็ได้ถูกเรือประมงบางลำลักลอบขโมยอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ไป โดยเฉพาะไฟกะพริบที่สูญหายไปจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 ดวง เจ้าหน้าที่จึงเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.กันตัง แล้ว และจุดที่ 2 ใกล้ๆ กัน แต่ไม่สามารถมองเห็นส่วนต่างๆ ของเรือที่จมลงไปได้ เนื่องจากระดับน้ำทะเลลึกถึง 8 เมตร โดยแลเห็นเพียงแกลลอนน้ำมันที่เจ้าหน้าที่นำมาติดตั้งไว้เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น ส่วนจุดสุดท้ายอยู่ระหว่างหมู่ที่ 2 บ้านเกาะมุกด์ กับหมู่ที่ 5 บ้านหลังเขา ตำบลเกาะลิบง มีระดับน้ำทะเลลึกแค่ 6 เมตร จึงทำให้มองเห็นหลังคาเรือได้ชัดเจน สำหรับจุดที่เรือจมลงไปนี้พบว่ามีสัตว์น้ำรวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก จากเดิมที่เคยอยู่กระจายในทะเล กลายเป็นส่งผลดีต่อชาวประมงอย่างมาก โดย นายวิสิษฐ์ ตั้งปอง นายอำเภอกันตัง กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีเรือบาธอีก 5 ลำ ที่ยังจมอยู่ในทะเลตรัง ซึ่งก็ได้ประสานให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาตรัง เข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ว่าจะสามารถกู้ซากเรือได้หรือไม่ แต่ในเบื้องต้นคงต้องรอให้คลื่นลมมรสุมสงบลงเสียก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะมีขึ้นใน 2 เดือนข้างหน้า เพื่อป้องกันเรือนักท่องเที่ยวและเรือประมงที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนมา อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ทางเจ้าของเรือได้ยืนยันมาแล้วว่าจะกู้เรือที่จมขึ้นมาโดยเร่งด่วนเพราะเป็นทรัพย์สินมีค่าที่มีการประกันภัยไว้ แต่ถ้าหากกู้ไม่ได้ทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 ก็จะลากไปไว้ในจุดที่เหมาะสมที่ไม่กีดขวางเส้นทางการเดินเรือ ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ได้รับการชี้แจงจากทางบริษัท ว่า ขณะนี้ปูนซีเมนต์ได้จับตัวแข็งเป็นก้อนแล้ว จะต้องใช้เครื่องเจาะเท่านั้น จึงจะสามารถสลายปูนซีเมนต์ที่อยู่ใต้ท้องทะเลได้ ส่วนผลกระทบเรื่องคราบน้ำมันนั้นไม่มี เพราะเป็นแค่เรือลากจูง อีกทั้งบริเวณที่เรือจมยังกลายเป็นผลดีด้วย เพราะทำให้มีสัตว์น้ำจำนวนมากมาอยู่อาศัยรวมกัน ซึ่งทางบริษัทได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ลงพื้นที่ชี้แจงกับผู้นำท้องถิ่นแล้ว ขณะที่ผลกระทบอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างการศึกษา สำหรับเหตุการณ์เรือบาธลากจูงบรรทุกปูนซิเมนต์ของ บริษัท จัมโบ้บาจแอนด์ทรัก จำกัด จมลงในทะเลตรังใกล้เกาะลิบงนั้นเกิดขึ้นรวม 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเรือบาธได้บรรทุกปูนซิเมนต์อัดเม็ดจากท่าเรือแสงทอง อำเภอกันตัง จำนวน 30 ลำ เพื่อไปส่งให้กับเรือใหญ่และส่งออกไปยังประเทศศรีลังกา แต่ระหว่างที่กำลังขนถ่ายได้เกิดลมพายุและมีคลื่นสูงประมาณ 4-5 เมตร ทำให้เรือล่มและจมในทะเลรวม 11 ลำ และสามารถกู้ขึ้นมาได้แค่ 7 ลำ ส่วนอีก 4 ลำที่เหลือกระจายกันจม หลังจากนั้น ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวอีกครั้ง ทำให้มีเรือจมเพิ่มอีก 1 ลำ แต่ไม่สามารถกู้ขึ้นมาได้ เนื่องจากระดับน้ำทะเลลึก ประกอบกับเป็นช่วงมรสุมด้วย |