|
|

|
เครื่องตรวจไฟรั่ว ม.รังสิต อุปกรณ์-วิธีทำแสนง่าย
|
|

|
กทค.เล็งคลอดแบบสัญญามาตรฐานมือถือ
|
เครื่องตรวจไฟรั่ว ม.รังสิต อุปกรณ์-วิธีทำแสนง่าย

หลังจากข่าวเรื่องไฟรั่วได้คร่าชีวิตชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม รวมไปถึงผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก็เจอปัญหานี้เช่นกัน หลายสถาบันการศึกษาได้ออกมาประดิษฐ์อุปกรณ์ตรวจสอบกระแสไฟฟ้ารั่วและให้คำแนะนำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในยามที่ต้องเดินลุยน้ำ ล่าสุด อาจารย์สกุล หิรัญเดช วิทยาลัยวิศวกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ตรวจสอบกระแสไฟฟ้ารั่ว โดยใช้อุปกรณ์ที่สามารถหาได้ง่าย วิธีการทำไม่ซับซ้อน และชาวบ้านสามารถทำได้เอง โดยโพสต์วิธีการทำไว้ที่ http://www2.rsu.ac.th/news/ engineer-09-11-2011 เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าไปโหลดเผื่อผู้ประสบภัยหรือผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือจะทำด้วยตัวเอง อุปกรณ์ก็มีเพียงไม่กี่อย่าง ประกอบด้วย ท่อน้ำ PVC ขนาด 1 นิ้ว อย่างหนา ยาว 2 เมตร, กระป๋องน้ำอัดลม 1 กระป๋อง, ไดโอดเปล่งแสงหรือหลอดไฟแอลอีดีขนาดเล็ก 2 หลอด แนะนําให้ใช้สีแดง เพราะมีความไวต่อกระแสต่ำและให้แสงสีแดงชัดเจน, สายไฟ และเทปพันสายไฟ วิธีการทำ โดยเอากระป๋องนํ้ำอัดลมเปล่าตัดออกเป็นแผ่น เนื่องจากสีและด้านที่บรรจุน้ำถูกเคลือบด้วยสารชนิดหนึ่ง ซึ่งสารนี้จะเป็นฉนวนไฟฟ้า จึงจําเป็นต้องขัดออกด้วยกระดาษทรายทั้งสองด้าน เพื่อให้หน้าสัมผัสเป็นเนื้ออะลูมิเนียมทั้งสองหน้า นําแผ่นอะลูมิเนียมทั้งสองแผ่นรัดติดกับสายไฟ และท่อน้ำพีวีซี โดยให้สองแผ่นอะลูมิเนียมห่างกันประมาณ 4–6 ซม. แล้วต่อสายไฟไปเข้ากับหลอดแอลอีดีทั้ง 2 หลอดที่ได้เตรียมไว้ โดยเผื่อให้สายยาวประมาณ 50 ซม.จากสายไฟที่ต่อจากหลอดแอลอีดี และพันให้แน่นติดกันโดยใช้เทปพันทับ จากนั้นก็นำหลอดแอลอีดียัดเข้าไปในท่อ โดยให้หลอดแอลอีดีอยู่สูงจากท่อประมาณ 50 ซม. สาเหตุที่ให้นำหลอดแอลอีดีเข้าไปไว้ในท่อ เพราะแสงจากหลอดแอลอีดีอาจจะสว่างน้อย ถ้ามีไฟรั่วเพียงเล็กน้อย และแสงแดดจากภายนอกจะรบกวน ทําให้อาจจะมองไม่ชัดเจน แต่หาก นําหลอดแอลอีดีเข้าไปไว้ในท่อ จะทำให้มองเห็นแสงสว่างได้ชัดเจนกว่า ในกรณีนี้ก็อาจจะเพิ่มความยาวท่อพีวีซีเป็น 2.5 เมตร และเผื่อให้สายจากหลอดแอลอีดีเป็น 1 เมตร ซึ่งจะทําให้ตัววัดกับสายไฟจากหลอดแอลอีดีห่างกัน 1.5 เมตร ซึ่งยังคงเป็นระยะที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของหลอดแอลอีดีกันน้ำอยู่แล้ว ถึงมันจะจมน้ำก็ยังให้แสงสว่างได้ แต่ว่าน้ำที่ท่วมขังอาจจะขุ่นหรือมีสีดำ จึงจําเป็นต้องให้หลอดแอลอีดีซึ่งอยู่ในท่ออยู่สูงพ้นระดับน้ำที่จะวัด เพื่อจะได้มองเห็นแสงจากหลอดแอลอีดีได้ชัดเจน วิธีการใช้ก็ไม่ยาก เพียงนําด้านปลายจุ่มลงไปในน้ำที่สงสัยว่ามีไฟรั่ว ซึ่งอาจจะเป็นบริเวณที่สวิตช์ หรือปลั๊กไฟที่จมอยู่ในน้ำ แล้วมองเข้าไปในท่อพีวีซี สังเกตหลอดแอลอีดีว่าสว่างหรือไม่ ถ้าสว่างเป็นสีแดงก็แสดงว่ามีไฟรั่ว นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำง่าย ๆ ได้ประโยชน์ในยามที่ทุกคนต้องประสบภัยน้ำท่วม
กทค.เล็งคลอดแบบสัญญามาตรฐานมือถือ

กทค.เล็งคลอดแบบสัญญามาตรฐาน "พรีเพด-โพสต์เพด-คอร์ปอเรท คอนแทรค"
นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า จากกรณีที่ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ระบุว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องจัดส่งแบบก่อนนำแบบสัญญาไปใช้ในการประกอบกิจการ ไม่ว่าจะเป็นแบบสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า (Pre paid) แบบสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บเงินภายหลัง (Post paid) หรือแบบลูกค้ากลุ่มองค์กร (Corporate Contract) โดยจะต้องส่งร่างแบบสัญญาฯ ดังกล่าวมาให้คณะกรรมการพิจารณาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน เพื่อให้เป็นไปตามกฎกติกาที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตามในทางปฎิบัติ จากการตรวจสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากตามที่ผู้ให้บริการส่งเข้ามาให้ กทค. พิจารณานั้น เกิดปัญหาความล่าช้าในการตรวจสัญญา ซึ่งแม้ว่าผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะให้ความร่วมมือด้วยการระบุเงื่อนไขให้เป็นไปตามประกาศเรื่องมาตรฐานของสัญญาฯ แต่มีบางรายก็ยังกำหนดกำหนดเงื่อนไขแตกต่างจากมาตรฐาน และใช้ถ้อยคำที่ไม่ชัดเจน ทำให้มีปัญหาต้องส่งกลับไปปรับปรุงแก้ไข และเกิดความไม่คล่องตัวแก่ผู้ให้บริการ รวมทั้งแบบสัญญาบางฉบับยังไม่ครอบคลุมหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ประกาศดังกล่าวอีกด้วย
นอกจากนี้ผู้ให้บริการที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของสัญญาเกี่ยวกับการให้บริการ อันอาจมีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่และประโยชน์อันพึงได้รับของผู้ใช้บริการในแต่ละครั้งก็จะต้องส่งสัญญาฯ ที่มีการแก้ไขมาให้ กทค. พิจารณา ให้ความเห็นชอบล่วงหน้า ซึ่งบางครั้ง กทค. ส่งกลับไปแก้ไขก็มักจะเกิดปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกันและเกิดความล่าช้าในการพิจารณา รวมทั้งทำให้ปริมาณงานที่เข้าสู่การพิจารณาของ กทค. มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ประชุม กทค. ในการประชุมครั้งที่ 4/2554 เมื่อวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน 2554 จึงมีแนวคิดที่จะจัดทำแบบสัญญามาตรฐานให้บริการโทรคมนาคม ขึ้นมาใช้เป็นแนวทางประกอบการยกร่างสัญญาของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่าอาจจะไม่มีสภาพบังคับ แต่เชื่อว่าจะเกิดความสะดวกแก่ผู้ให้บริการ รวมทั้งเป็นการง่ายต่อการพิจารณาของบอร์ด ในขณะเดียวกันตัวผู้บริโภคที่ใช้บริการก็จะได้รับการคุ้มครองตามเงื่อนไขที่คุ้มครองตามประกาศมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้เขาและนายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา (กสทช.) เป็นผู้กำกับดูแลในเรื่องดังกล่าว |