|
|

|

|
|
ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เผยถึงการเตรียมพร้อม
รับมือภัยพิบัติธรรมชาติ
|
ท.เมืองกระบี่ ประชุมหารือผู้ประกอบการเรื่อง
จัดระเบียบเรือหางยาว
|
|

|

|
|
จังหวัดกระบี่ร่วมจัดทำข้าวกล่องช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมวันที่สอง
|
วัยรุ่นภูเก็ตร้องศูนย์ดำรงธรรมฯ อ้าง ตร.ซ้อมขณะจับกุม
|
|

|

|
|
จนท.ตรังสำรวจความเสียหายพายุถล่ม-ดินสไลด์บนเกาะลิบง
ทำบ้านพังกว่า 30 หลัง
|
บุกจู่โจมเรือนจำอำเภอปากพนัง พบโทรศัพท์มือถืออื้อ
ฉี่ม่วงกว่า 200 คน
|
ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เผยถึงการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ

นายประสิทธิ์ โอสถานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติได้ทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และในขณะนี้ประเทศไทยก็ประสบภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งจากการติดตามข่าวสารถือว่ามีความรุนแรงมาก แต่ทางจังหวัดกระบี่ไม่ได้นิ่งนอนใจได้เตรียมพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ โดยมีการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยทุก 15 วัน มีการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ SMS และถ้ามีฝนตกเกิน 100 มิลลิเมตรต่อวัน ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ทางจังหวัดกระบี่ได้ให้นโยบายทุกอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานแบบอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุ โดยไม่ต้องคอยคำสั่งจากจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ จะเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมประชุม โดยจะเชิญเจ้าหน้าที่ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติมาให้ความรู้ในเรื่องการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติ การประเมินสถานการณ์สึนามิ น้ำท่วม ดินถล่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรู้เหตุ ปัจจัย รู้วิธีการระวัง และการเข้าไปช่วยเหลือ จำเป็นต้องมีการวางแผน เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ในการปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อเกิดภัย
ท.เมืองกระบี่ ประชุมหารือผู้ประกอบการเรื่องจัดระเบียบเรือหางยาว ยกระดับการบริการให้ได้มาตรฐาน

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 เวลา 13.30 น. นายสุรเดชา ฟุ้งสาคร รองนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อจัดระเบียบเรือหางยาว และพิจารณาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ท่าเทียบเรือต่างๆภายในเขตเทศบาล โดยมีนายทวีศักดิ์ วิจิตรวงค์วาน ปลัดเทศบาลเมืองกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการ และตัวแทนผู้ประกอบการ เข้าร่วมในการประชุม ณ ห้องรับรอง ชั้น 4 สำนักงานเทศบาลเมืองกระบี่
โดยได้ประสานเชิญผู้ประกอบการเรือหางยาว ร่วมประชุมหารือเรื่องการจัดระเบียบเรือหางยาวและพิจารณาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ท่าเทียบเรือต่างๆภายในเขตเทศบาล การประชุมหารือในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการบอกกล่าวให้พี่น้องผู้ประกอบการเรือหางยาวได้ทราบถึงการจัดระเบียบเรือหางยาว ในเรื่อง จัดทำสติ๊กเกอร์กำหนดเบอร์ และเลขที่ของสมาชิกเรือหางยาว การขึ้นทะเบียนเรือหางยาว การกำหนดสีเสื้อของแต่ละกลุ่ม การห้ามดัดแปลงเครื่องยนต์ทำให้เกิดเสียงดัง และแจ้งการเก็บค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการได้รับทราบ และได้มีการปรึกษาหารือกันในเรื่องของการเก็บค่าธรรมเนียมของท่าเทียบเรือที่อยู่ในเขตเทศบาล จำนวน 6 จุด คือ 1. บริเวณท่าเทียบเรือขนาบน้ำ (กลุ่มปูดำ ) 2. บริเวณท่าเทียบเรือคงคา (กลุ่มท่าเรือพีพีแฟมมิลี่) 3.บริเวณท่าเทียบเรือท่องเที่ยว เจ้าฟ้า 1 4. บริเวณท่าเทียบเรือ เจ้าฟ้า 2 5. บริเวณท่าเทียบเรือตรงข้ามธนาคารกรุงเทพ 6. ท่าเทียบเรือศาลาแปดเหลี่ยม ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดกระบี่ ที่ต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพัฒนายกระดับการบริการด้านการท่องเที่ยว ของจังหวัดให้มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยว ก้าวสู่ยุคของการพัฒนาสู่สากล การประชุมในครั้งแรกนี้เพื่อหารือ ให้ผู้ประกอบการได้นำข้อมูลไปหารือภายในกลุ่มของตนเองและหาข้อสรุปในเรื่องต่างๆในการประชุมครั้งต่อไป
จังหวัดกระบี่ร่วมจัดทำข้าวกล่องช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมวันที่สอง

วันที่ 17 พ.ย.54 จังหวัดกระบี่ โดยหน่วยงานภาครัฐ ส่วนราชการ ชุมชน เทศบาลเมืองกระบี่ อบต. ตลอดจนประชาชนในเขตอำเภอเมืองกระบี่ได้ร่วมจัดทำข้าวกล่อง ณ มูลนิธิประชาสันติสุข เป็นวันที่ สอง ซึ่งเป็นข้าวเปล่า กับ คั่วกลิ้งปลา ผัดเครื่องแกงกุ้ง และปลาทอด บรรจุกล่องไบโอ จำนวน 4,770 กล่อง เพื่อนำไปขึ้นเครื่องบินของสายการบินไทย ที่ท่าอากาศยานกระบี่ และนำไปส่งมอบให้ประชาชนในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยใน กทม
ขอเชิญชวนประชาชนที่มีจิตอาสา ร่วมจัดทำข้าวกล่องเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ มูลนิธิประชาสันติสุข โดยเริ่มเตรียมอาหารตั้งแต่ เที่ยงคืน และบรรจุอาหารประมาณ ตี3 ของทุกวัน แล้วเสร็จประมาณ 6 โมง
วัยรุ่นภูเก็ตร้องศูนย์ดำรงธรรมฯ อ้าง ตร.ซ้อมขณะจับกุม
ภูเก็ต - วัยรุ่นภูเก็ตควงพ่อร้องศูนย์ดำรงธรรมฯ ขอความเป็นธรรม อ้างถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมขณะจับกุมได้รับบาดเจ็บ เมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้ (16 พ.ย.) นายเฉลิมพร แก้วมณี อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58/36 ซอยฮ่องเหล็งอุทิศ หลังสนามกีฬาสุรกุล อ.เมือง จ.ภูเก็ต พร้อมด้วย นายเกษตร แก้วมณี อายุ 48 ปีบิดา ซึ่งเป็นเจ้าของ N.S.เคเบิลทีวี ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ นายประพันธ์ ขันพระแสง หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต เพื่อขอความเป็นธรรมและขอให้ดำเนินคดีทางวินัยกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตที่กระทำเกินกว่าเหตุขณะจับกุม นายเฉลิมพร ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา โดย นายเกษตร กล่าวว่า การเดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนกับทางศูนย์ดำรงธรรมในครั้งนี้เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีลูกชายของตน คือ นายเฉลิมพร ถูกเจ้าหน้าที่ชุดกุมสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตซ้อมขณะเข้าจับกุมโดยเหตุเกิดที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่58/36 ซอยฮ่องเหล็งอุทิศ หลังสนามกีฬาสุรกุล อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อคืนวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับบาดเจ็บคิ้วแตกเย็บ 9 เข็ม และฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง ซึ่งตนมองว่าการกระทำของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ จึงอยากให้มีการดำเนินการทางวินัยกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม หลังจากยื่นหนังสือร้องเรียนแล้วตนจะเดินทางไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้งเพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ก่อเหตุ ขณะที่ นายเฉลิมพร กล่าวว่า การเดินทางมาร้องเรียนในครั้งนี้เพื่อขอความเป็นธรรมจากทางจังหวัดเพราะการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ในวันที่เกิดเหตุนั้นตนกลับมาจากทำงานแต่ไม่สามารถเข้าบ้านได้ เนื่องจากคนในบ้านออกไปข้างนอก จึงนั่งรอที่รถจักรยานยนต์บริเวณหน้าบ้าน หลังจากนั้น มีตำรวจสายตรวจผ่านมา 2 นาย และได้เข้ามาสอบถามซึ่งก็ได้บอกตำรวจไปว่าอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว แต่ทางตำรวจไม่เชื่อและให้ตะโกนเรียกคนในบ้าน ขณะที่กำลังเรียกคนในบ้าน ตำรวจคนหนึ่งได้กระโดดตีเขาตนจนจุกหลังจากนั้นได้รัดคอและใช้ของแข็งจิ้มที่คอทำให้มีบาดแผลจึงได้ร้องให้คนช่วยแต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับตนเองใส่กุญแจมือและลากไปตรวจค้นที่บริเวณข้างบ้านตรวจค้นพบอุปกรณ์เสพยาไอซ์ จากนั้นนำตัวไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต ซึ่งขณะนั่งไปบนรถกระบะของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถูกชกต่อย เมื่อไปถึงสถานีตำรวจได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกคนหนึ่งนำกระบองมาตีที่หลัง 3-4 ครั้งและได้นำตัวไปนั่งที่บริเวณหน้าห้องขัง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกจำนวนหนึ่งหมุนเวียนกันเข้ามาเตะตนทำให้คิวด้านซ้ายแตก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไปเย็บแผลที่โรงพยาบาล ซึ่งต้องเย็บถึง 9 เข็ม หลังจากนั้นนำตัวมาสอบสวนอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาตนว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายและต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ทั้งๆ ที่ตนไม่ได้ขัดขวางหรือต่อสู้แต่อย่างใด เพราะขณะที่เกิดเหตุตนอยู่ที่หน้าบ้านคนเดียว แต่มีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเห็นเหตุการณ์แต่ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาช่วย
จนท.ตรังสำรวจความเสียหายพายุถล่ม-ดินสไลด์บนเกาะลิบง ทำบ้านพังกว่า 30 หลัง

ตรัง - จนท.ตรังสำรวจความเสียหายเหตุการณ์พายุถล่มและดินสไลด์ที่เกาะลิบง พบบ้านเสียหายหมดทั้งหลัง 3 หลัง และเสียหายบางส่วน 32 หลัง ชาวบ้านปักใจเชื่อเพราะมีการตัดไม้บนเขา จึงไม่มีสิ่งยึดหน้าดินไม่ให้พังทลายลงมา พร้อมวอนเพิ่มเงินเยียวยา ชี้ 3 หมื่นบาทแค่ค่าขนส่งของมายังเกาะก็หมดแล้ว วันที่ (17 พ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น.นายวิสิษฐ์ ตั้งปอง นายอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง และผู้นำชุมชน ได้เดินทางลงพื้นที่สำรวจความเสียหายในพื้นที่หมู่ที่ 4 บ้านหลังเขา และหมู่ที่ 5 บ้านบาตูปูเต๊ะ ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง ซึ่งได้รับผลกระทบจากพายุพัดถล่ม ส่งผลให้บ้านเรือนราษฎรพังเสียหายจำนวนมาก โดยเหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา จากการสำรวจพบว่า มีบ้านเรือนในหมู่ที่ 4 บ้านหลังเขา ได้รับความเสียหายบางส่วน จำนวน 13 หลัง เสียหายทั้งหลัง จำนวน 1 หลัง และรถจักรยานยนต์อีก จำนวน 4 คัน ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ยกพื้นอยู่ติดริมชายหาด ส่วนในหมู่ที่ 5 บ้านบาตูปูเต๊ะ มีบ้านเรือนเสียหายบางส่วน จำนวน 18 หลัง เสียหายทั้งหลัง จำนวน 1 หลัง ส่วนหมู่ที่ 7 บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง จำนวน 1 หลัง และแพปลาอีก จำนวน 1 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีดินสไลด์ลงมาจากภูเขาพัดพาทั้งก้อนหินขนาดใหญ่และต้นไม้ลงมาปิดทับเส้นทางในหมู่บ้านระยะทาง 1,500 เมตรด้วย ขณะเดียวกัน น้ำยังได้ไหลเข้าท่วมโรงเรียนและบ้านเรือนจนส่งผลให้ข้าวของได้รับความเสียหายอีกด้วย บุกจู่โจมเรือนจำอำเภอปากพนัง พบโทรศัพท์มือถืออื้อ ฉี่ม่วงกว่า 200 คน

สำหรับข้อมูลจากการสำรวจตรวจสอบที่ได้ในครั้งนี้ ทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรังจะรวบรวมส่งไปกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อขออนุมัติเงินมาช่วยเหลือต่อไป อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากหลังการสำรวจความเสียหายก็พบว่าต้นตอแห่งปัญหาดินสไลด์และน้ำท่วมหมู่บ้านนั้น เกิดมาจากมีชาวบ้านบางคนในพื้นที่ลักลอบตัดไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่บนภูเขาสูงเพื่อนำไปขายให้กับนายทุน จนทำให้เวลาเกิดฝนตกหนักหรือลมกรรโชกพัดแรงไม่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ยึดหน้าดินไว้จึงพังทลายลงมา แต่โชคดีว่าจุดที่เกิดดินสไลด์นั้นเป็นสวนยางพารา และไม่มีบ้านเรือนราษฎรอยู่ในละแวกดังกล่าว จึงทำให้ไม่มีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น ชาวบ้านยังบอกอีกว่า ในพื้นที่เกาะลิบง มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุมชนและเจ้าหน้าที่ของเขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงประจำอยู่ แต่กลับไม่มีใครทราบเรื่องการลักลอบตัดไม้ขนาดใหญ่ออกจากพื้นที่เลย จนทำให้ชาวบ้านหวั่นวิตกว่า หากปล่อยให้มีการตัดไม้ทำลายป่าเช่นนี้ ต่อไปในอนาคตพื้นที่บนเกาะลิบงก็จะเผชิญกับภัยธรรมชาติรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความจริงจังในการปราบปรามผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง อย่าเพียงแค่ให้เจ้าหน้าที่มาประจำบนเกาะแต่ไม่ได้ทำงาน เพราะจะยิ่งทำให้ผู้กระทำผิดได้ใจและไม่เกรงกลัวกฎหมายอีกต่อไป สำหรับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบจากบ้านพังเสียหายทั้งหลัง จำนวน 30,000 บาท นั้น ชาวบ้านเห็นว่า แค่นำไปใช้จ่ายเป็นค่าขนวัสดุอุปกรณ์มาสร้างบ้านจากบนฝั่งก็หมดลงแล้ว จึงอยากจะให้มีการเพิ่มเงินเยียวยาช่วยเหลือให้มากกว่านี้
ชุดสุนัขสงคราม กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 จับมือ จนท.เรือนจำอำเภอปากพนัง บุกจู่โจมค้นเรือนจำ พบโทรศัพท์มือถือ 9 เครื่อง แท่นชาร์จ 14 เครื่อง ฉี่ม่วง 200 คน แต่ไม่พบยาเสพติด
เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 7 พ.ย.54 พ.ต.อ.สิงหนาท สีกาแก้ว ผกก.ตชด.ที่ 42 ค่ายศรีนครินทรา อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มอบหมายให้ ร.ต.ท.กัณฑ์พัฒน์ ชัยชนะ ผู้บังคับหมวดสุนัขสงคราม กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 พร้อมกำลัง 19 นาย และสุนัขดมกลิ่น 2 ตัว ร่วมปฏิบัติการตรวจค้นจู่โจมทางลับร่วมกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ณ เรือนจำอำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากเรือนจำ จากการตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือ 9 เครื่อง แท่นชาร์จ 14 เครื่อง ชุดหูฟัง 8 ชุด และมีดปอกผลไม้ 6 เล่ม รวมทั้งได้สุ่มตรวจปัสสาวะผู้ต้องขังชาย พบสารเสพติด จำนวน 200 คน แต่ไม่พบยาเสพติด
พ.ต.อ.สิงหนาท กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้สนับสนุนกำลังพล พร้อมสุนัขสงคราม ร่วมปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เพื่อจู่โจมตรวจค้นยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายภายในเรือนจำดังกล่าว ผลปรากฏว่าจากการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายและยาเสพติด แต่จากการสืบทางลับของเรือนจำพบว่า ยังมีผู้ต้องขังบางกลุ่มไม่หยุดพฤติกรรมการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือและยาเสพติดเข้าเรือนจำ เรือนจำอำเภอปากพนังจึงได้ขอกำลังตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมสุนัขสงคราม ร่วมตรวจค้นอีกครั้งในวันนี้ สามารถตรวจยึดของกลางได้ตามรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น หากหน่วยงานใดมีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนชุดสุนัขสงคราม กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 สามารถประสานได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0-7541-1722 |