|
|

|
|
ศูนย์อนุรักษ์ภูเก็ตชวนอาสาสมัครร่วมดำน้ำ
เก็บขยะใต้ทะเลอ่าวป่าตอง
|
|

|
|
บิ๊กททท.ชี้แม้ท่องเที่ยว สูญ 2.5 หมื่นล้าน
แต่ยังมีโอกาสดันเป้าทัวริสต์ 19 ล้านคน
|
ศูนย์อนุรักษ์ภูเก็ตชวนอาสาสมัครร่วมดำน้ำเก็บขยะใต้ทะเลอ่าวป่าตอง

ภูเก็ต - ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 ชวนนักดำน้ำร่วมเก็บขยะใต้ทะเลอ่าวป่าตอง ภูเก็ต เผยแนวโน้มขยะในทะเลมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบทั้งแนวปะการังและสัตว์ทะเล นางสมหญิง พ่วงประสาน เจ้าพนักงานประมงชำนาญงาน ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 (จ.ภูเก็ต) สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการจัด “โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชายหาดและท้องทะเลป่าตอง ครั้งที่ 21” ณ บริเวณสามแยกบางลา ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ตว่า ศูนย์อนุรักษ์ฯ ที่ 5 (จ.ภูเก็ต) ได้ร่วมกับเทศบาลเมืองป่าตอง สมาคมดำน้ำทีดีเอ (ประเทศไทย) อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดภูเก็ต กำหนดจัดโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชายหาดและท้องทะเลป่าตอง ครั้งที่ 21 ขึ้นเพื่อรณรงค์เก็บขยะทำความสะอาดชายหาดและแนวปะการังอ่าวป่าตอง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งเพื่อรณรงค์สร้างการมีส่วนร่วม สร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน ชุมชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวอ่าวป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 16 ธ.ค.54 ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเชิญชวนนักดำน้ำที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์อนุรักษ์ฯ ที่ 5 (จ.ภูเก็ต) โทรศัพท์ และโทรสาร 076-393566 เทศบาลเมืองป่าตอง โทรศัพท์ 0-7634-4275 โทรสาร 0-7634-4255, สมาคมดำน้ำ ทีดีเอ (ประเทศไทย) โทรศัพท์ 08-1417-0448 โทรสาร 0-7641-7064 นางสมหญิงกล่าวต่อว่า อ่าวป่าตองเป็นอ่าวที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะภูเก็ต นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ตที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันเป็นอย่างดี มีหาดทรายที่ขาว เหมาะแก่การลงเล่นน้ำ ความยาวของอ่าวป่าตองมีความยาว 13.40 กิโลเมตร อ่าวป่าตอง มีทรัพยากรธรรมชาติแนวปะการังที่สมบูรณ์เป็นแหล่งวางไข่เลี้ยงตัวอ่อนและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ที่สำคัญเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวประมง ที่นอกเหนือจากการทำประมงแล้วและยังมีอีกอาชีพหนึ่ง คือ การนำเรือพานักท่องเที่ยวเที่ยวชมแนวปะการังบริเวณอ่าวป่าตองหรือบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบนชายหาดและในน้ำที่หลากหลาย เช่น การเล่นสกีน้ำ การเล่น สกูตเตอร์ เรือลากร่มชูชีพ บานาน่าโบ๊ท เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอ่าวป่าตองเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมากทำให้แนวปะการัง และบริเวณใกล้เคียงมีขยะมากตามไปด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า มีการทำการประมงอวนล้อม อวนลอย และอวนลาก ในบริเวณใกล้แนวปะการัง ทำให้ผืนอวนขาดปกคลุมอยู่บนแนวปะการังจำนวนมากส่งผลให้ปะการังบริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหาย และในบางครั้งยังพบสัตว์ทะเลเข้ามาเกยตื้นหน้าหาดอ่าวป่าตอง เช่น เต่าทะเลเนื่องจากติดเศษอวนหรือกินถุงพลาสติกที่ลอยอยู่ในทะเลเข้าไปเนื่องจากคิดว่าเป็นแมงกะพรุน ซึ่งขยะเหล่านี้นับวันจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและมีส่วนสำคัญที่ทำให้ปะการังถูกทำลายเสียหาย ทำให้ทัศนียภาพใต้ท้องทะเลขาดความสวยงาม นางสมหญิงกล่าวต่อว่า การจัดกิจกรรมเก็บขยะในการรักษาความสะอาดบริเวณชายหาด การดำน้ำเก็บขยะบริเวณแนวปะการังและใต้ท้องทะเล เพื่อประชาสัมพันธ์รณรงค์สร้างจิตสำนึก ให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว นักดำน้ำ ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปทั้งในและนอกพื้นที่ให้เห็นความสำคัญของปัญหาขยะทะเลดังกล่าว จะทำให้เกิดความร่วมมือลดปริมาณขยะ กำจัด และทำลายขยะก่อนลงสู่ทะเล นอกจากนี้ การรณรงค์ให้มีการเก็บขยะในทะเลหรือที่ปกคลุมบนแนวปะการัง เป็นอีกแนวทางจะช่วยลดปริมาณขยะ ป้องกันความเสียหายของแนวปะการังและสัตว์ทะเลหายาก ทำให้ปะการังมีโอกาสฟื้นตัวและทัศนียภาพใต้ท้องทะเล มีความสวยงาม เป็นที่ประทับใจ แก่นักท่องเที่ยว และเป็นกระบวนการสำคัญเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
บิ๊กททท.ชี้แม้ท่องเที่ยว สูญ 2.5 หมื่นล้าน แต่ยังมีโอกาสดันเป้าทัวริสต์ 19 ล้านคน

มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยรุนแรงมากน้อยแค่ไหน เป้าหมายรายได้ที่ตั้งไว้ 7.2 แสนล้านจากจำนวนนักท่องเที่ยวในราว 19 ล้านคน จนถึง ณ ขณะนี้ ยังมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงมีแผนรับมือวิกฤติครั้งนี้อย่างไร และ นายสุรพล เศวตเศรณี ผู้ว่าการ ททท. เชื่อมั่นว่า ยังมีโอกาสที่จะผลักดันนักท่องเที่ยวให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ +++ อุทกภัยกระทบต่อพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศแค่ไหน พื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 1 เดือนครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย จากการติดตามสถานการณ์ผลกระทบทางด้านการท่องเที่ยว จนถึงปัจจุบัน พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเล็กน้อย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 3 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี นครสวรรค์ และพิจิตร ขณะนี้ ระดับน้ำในพื้นที่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง และใกล้กับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย โดยส่วนใหญ่น้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรม และเส้นทางการคมนาคมย่อยบางส่วน สำหรับแหล่งท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเพียง 3 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และขอนแก่น แต่ผลกระทบของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในภาพรวม คือ การคมนาคมที่ถูกตัดขาดในเส้นทางหลักที่เข้าถึง โดยเฉพาะสายเอเชีย ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงชนบท รวมถึงการขนส่งสาธารณะ เช่น เส้นทางรถไฟสายเหนือ ที่ต้องงดให้บริการ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากส่งผลให้มีผู้ประสบเหตุอุทกภัยเดินทางไปพักผ่อนยังภูมิภาคตะวันออกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ภาคกลาง เป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด มีทั้งหมด 12 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ชัยนาท ฉะเชิงเทรา อ่างทอง และกรุงเทพฯ มีแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องงดให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่จำนวนมาก จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ พระนครศรีอยุธยา, นนทบุรี, ปทุมธานี และกรุงเทพฯ ++++ประเมินผลกระทบด้านท่องเที่ยวอย่างไร ททท. ได้มีการประเมินผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางรวมถึงกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมแผนการฟื้นฟูการท่องเที่ยว โดยประเมินเฉพาะเรื่องของอัตราการลดลงของการท่องเที่ยวและการเสียโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ความเสียหายทางกายภาพของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบนั้น จะเป็นการประเมินจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมศิลปากร กรมป่าไม้ และกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากการประเมินผลกระทบในส่วนของททท.นั้น นับจากปลายเดือนกันยายน 2554 จนถึงปัจจุบัน เทียบกับฐานในปี 2553 โดยแบ่งแบบจำลองออกเป็น 3 สถานการณ์(ตารางประกอบ)ซึ่งประเมินว่าหากสถานการณ์ยุติลงภายในเดือนพฤศจิกายน คาดว่ารายได้จากไทยเที่ยวไทยและการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทย ทั้งสองตลาดจะหายไป 16,121 ล้านบาท กรณีเลวร้ายสุดหากสถานการณ์จบเดือนธันวาคม รายได้จากการท่องเที่ยวจะหายไป 25,582.84 ล้านบาท ทั้งนี้ ททท.ประเมินความเสียหายใน 3 ระดับคือ 1.เหตุการณ์สิ้นสุดในเดือนตุลาคม ก็จะกระทบไม่มาก แต่ ณ ขณะนี้ถือว่าผ่านสถานการณ์ที่ 1 ไปแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่ 2 คือ สถานการณ์น้ำท่วมสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งคาดว่าโอกาสการสูญเสียทางการท่องเที่ยวในส่วนของไทยเที่ยวไทย จะหายไปกว่า 7,621.75 ล้านบาท จากการเดินทางที่หยุดชะงักไปกว่า 1,344,711 ล้านคนครั้ง จากการเข้าถึงพื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ความเสียหายในด้านของอุปสงค์หรือโรงแรมต่างๆที่ถูกน้ำท่วม รวมไปถึงการเดินทางที่ไม่สะดวก ประกอบกับกลุ่มที่มีกำลังซื้อจากกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี มีปัญหาน้ำท่วม จึงเกิดการชะงักในการท่องเที่ยว ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะหายไปกว่า 220,000 คน สูญรายได้กว่า 8,500 ล้านบาท ขณะเดียวกันหากน้ำท่วมเลยเวลาไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคมนี้ ก็จะก้าวสู่สถานการณ์ที่ 3 ที่การท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด คือ นักท่องเที่ยวไทย จะลดลงไปราว6,936,525 คน สูญรายได้กว่า 13,582.84 ล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ จะหายราว 300,000 คน สูญรายได้กว่า 12,000 ล้านบาท นั่นหมายถึงจะกระทบการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามททท.ก็ยังเชื่อว่าเป้าหมายการตลาดในปีนี้ที่วางไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย 18.5 ล้านคน น่าจะเกินเป้าหมายที่วางไว้และมีแนวโน้มจะถึง 19.1 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวราว 730,000 ล้านบาท แต่อาจจะลดลงไปราว 2% จากแนวโน้มที่คาดว่าหากไม่มีเหตุการณ์ใดๆการท่องเที่ยวในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 19.5 ล้านคน สร้างรายได้ 740,000 ล้านบาท การขยายตัวของการท่องเที่ยวในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา(มกราคม-กันยายน) การท่องเที่ยวไทยขยายตัวสูงมาก โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยแล้ว 11,320,987 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 27.11% และททท.จะเร่งบริหารจัดการด้านการสื่อสารให้เกิดความสมดุลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว เชื่อว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ยังคงขยายตัวอยู่ และในปีหน้ายังจะคงเป้าหมายรายได้ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว19.5 ล้านคน สร้างรายได้ 766,000 ล้านบาท เนื่องจากยังมีช่วงไฮซีซันอีก 2 เดือนคือเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ในปีหน้า และททท.จะเร่งกระตุ้นตลาดอย่างเต็มที่ +++เตรียมแผนรับมืออย่างไร สิ่งที่ททท.ยังเป็นกังวลคือ ข่าวสารต่างๆที่ออกไป โดยเฉพาะภาพของสนามบินดอนเมืองและเครื่องบินของการบินไทยที่จอดอยู่ท่ามกลางน้ำท่วม อาจทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจผิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่าไม่สามารถเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยได้ และเข้าใจผิดว่าเป็นภาพของสนามบินสุวรรณภูมิถูกน้ำท่วม ดังนั้นสิ่งที่ททท.จะต้องคำนึงถึงคือการฟื้นฟูและเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบ โดยจะแบ่งแผนการฟื้นฟูการท่องเที่ยวออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 จะเป็นการเตรียมความพร้อม ระยะที่ 2 เป็นการดำเนินการในช่วงเผชิญเหตุและระยะที่ 3 เป็นการฟื้นฟูหลังน้ำลด สำหรับระยะที่ 1 ซึ่งททท.ได้ดำเนินการไปแล้ว คือ การจัดตั้งศูนย์ไครซิส แมนเนจเม้นท์ ตั้งแต่เดือนกันยายน เพื่อติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ระยะที่ 2 ที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ คือ การเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องมีทั้งการดำเนินการเชิงรุกและเชิงรับต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะเน้นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลในเชิงสร้างสมดุล ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบว่ามีจุดใดที่เที่ยวได้และมีกิจกรรมต่างๆในอีกหลายพื้นที่ยังคงจัดเป็นปกติและสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ รวมถึงการเสนอขายแหล่งท่องเที่ยวอื่นทดแทน โดยชี้แจงให้นักท่องเที่ยวรับทราบว่าประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมาย นอกเหนือจาก กรุงเทพฯ และอยุธยา อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย หาดใหญ่ พัทยา ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ และนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้โดยตรง ทั้งทางเครื่องบิน (เที่ยวบินประจำ/ เที่ยวบินเช่าเหมาลำ) และทางรถยนต์ ซึ่งมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวและมีความปลอดภัยจากเหตุการณ์อุทกภัยในขณะนี้อย่างแน่นอน +++ ชี้แจงสื่อกรณีภาพน้ำท่วมสนามบินดอนเมืองอย่างไร ต้องสร้างความเข้าใจในเรื่องของสนามบินว่าเกิดขึ้นที่ดอนเมือง ไม่ใช่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเราต้องบริหารจัดการข่าวสารต่างๆ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจ ที่ต้องทำผ่านสื่อในทุกรูปแบบ ทั้งผ่านสื่อช่องทางปกติ โซเชียล มีเดียและสื่อสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งด้านบริหารจัดการสื่อออนไลน์ (Online Crisis Management) จะมีการประเมินและสำรวจข่าวที่จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านลบของประเทศไทยใน website travel news และ เว็บไซต์ข่าวต่างๆ ทั่วโลกกว่า 32,000 เว็บไซต์ รวมถึงการสื่อสารผ่านชุมชนออนไลน์ที่ทรงอิทธิพลของโลกกว่า 200 เว็บไซต์ทั่วโลก อาทิ Tripadvisor,LonelyPlanet,IgoUgo,Sina เป็นต้น พร้อมตอบข้อซักถาม และให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับนักท่องเที่ยวในภาษาต่าง ๆ ถึง 7 ภาษาคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ขณะเดียวกันจะมีการอัพเดตข้อมูลสถานการณ์ผ่านการจัดทำเว็บไซต์เฉพาะกิจ Thailand Tourism Update (www.thailandtourismupdate.com) สำหรับการรายงานข้อเท็จจริงที่ทันสถานการณ์ให้นักท่องเที่ยวทราบเป็นระยะ พร้อมทั้งแสดงตำแหน่งแผนที่ Flood Situation Update ทั้งของประเทศและของกรุงเทพฯ เพื่อให้ใช้เป็นข้อมูลในการเดินทางและหลีกเลี่ยง รวมถึงการจัดทำ Official Statement เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการต่างชาติ โดย link เข้ากับเว็บไซต์ของแต่ละสำนักงานเพื่อเป็นช่องทางการเข้าถึง และให้ข้อมูลที่เป็นทิศทางเดียวกัน การสื่อสารผ่านเว็บไซต์ท่าของ ททท. Tourismthailand.org ทั้งภาษาไทย อังกฤษ และภาษาท้องถิ่นต่างๆ โดยเน้นการนำเสนอข้อมูลด้านแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วม อีกทั้งยังมีการนำเสนอภาพ High Light สดจากพื้นที่ชายหาดพัทยาเพื่อกระตุ้นการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดหลักอาทิ จีน รัสเซียที่นิยมเดินทางไป และการจัดทำ Minisite Update ( www.tourismthailand.org/flood-relief ) โดยรวบรวมสถานที่พักทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในราคาพิเศษ ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือของสำนักงาน ททท.ในประเทศและภาคเอกชน สมาคมโรงแรมในภูมิภาค ชมรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ปัจจุบันมีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 540 ราย และได้กระจายข้อมูลไปแล้วในเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นหลัก และเชิญชวนคนกรุงเทพฯได้ทำการอพยพกึ่งเที่ยว Evacation ไปยังสถานที่พักต่างๆ ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ เพื่อหลีกหนีความตระหนกและความเครียด หากเกิดสถานการณ์ ฉุกเฉิน นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือ ได้ที่ คอลล์ เซ็นเตอร์ ททท.1672 และตำรวจท่องเที่ยว 1155 +++การฟื้นฟูท่องเที่ยวหลังน้ำลดจะทำอย่างไร สิ่งที่ต้องดำเนินการจะต้องเน้นใน 2 เรื่อง คือ 1.การเยียวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการเสียโอกาสที่เกิดขึ้น ซึ่งทางธุรกิจก็คงจะนำเสนอขอความช่วยเหลือผ่านสมาคมต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาช่วยเหลือด้านเงินกู้ หรือมีนโยบายด้านภาษีมาช่วย และ2.จะเป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและการเดินทางมาเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยแผนดำเนินการภายหลังวิกฤติสถานการณ์ ททท.จะร่วมกับผู้ประกอบการเอกชนจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นตลาดเป้าหมายหลักในทุกรูปแบบ ได้แก่ การจัดสัมมนา (sales seminar Front Liners Agents) โดยนำพนักงานส่วนหน้าของบริษัทนำเที่ยวจากทุกตลาด ได้แก่ อินเดีย ออสเตรเลีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ เพื่อมารับทราบข้อมูลภายหลังวิกฤติน้ำท่วม การสนับสนุนการถ่ายทำรายการโทรทัศน์ /สารคดีท่องเที่ยวของคณะสื่อมวลชนต่างประเทศ การกระตุ้นตลาดผ่านกลยุทธ์เซเลบริตี มาร์เก็ตติ้ง การเข้าร่วมงานเทรดโชว์ และโรดโชว์ เช่น งาน CITM เพื่อกระตุ้นตลาดจีน Road Show ในงาน Pre-WTM และจะเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว WTM ในสัปดาห์หน้าที่สหราชอาณาจักร การจัดแฟมทริปกลุ่มตัวแทนบริษัทนำเที่ยวและสื่อมวลชนจากตลาดพื้นที่หลัก มาทัศนศึกษา สำรวจความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งเส้นทางสีเขียว Green Route พร้อมจัดกิจกรรมพบปะกับผู้ประกอบการของไทย เพื่อเป็นโอกาสเจรจาธุรกิจซื้อ-ขายในระยะยาว ขณะที่การกระตุ้นตลาดต่างประเทศในเชิงรุกที่ททท.จะเน้นตลาดกลุ่มเป้าหมายหลัก และเป็นตลาดระยะใกล้ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง จีน อินเดีย เช่น ตลาดจีน จะร่วมกับสายการบินจัด CharterFlight จากซีอาน-ภูเก็ต ทุก 6 วัน/ ไถ่หยวน - กรุงเทพฯ /เจิ้งโจว - กรุงเทพฯ สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ร่วมกับสายการบิน China Eastern Airline ขยายเส้นทางปักกิ่ง-คุนหมิง-ภูเก็ต การแจ้งข้อมูลปัจจุบันแก่นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงผ่านเว็บไซต์ www.amazingthailand.org.hk ด้านตลาดเกาหลี - จัดกิจกรรม Power Blogger Contest โดยใช้พลังของนักเขียนบล็อกเพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีเดินทางกลับไปเที่ยวเมืองไทย ตลาดญี่ปุ่น จะเน้นเข้าร่วมงานอีเว้นต์ / งานสัมมนากลุ่มผู้ประกอบการที่พักพำนักระยะยาว Long Stay เพื่อชี้แจงข้อมูล การแข่งขันกอล์ฟ ทำให้ผู้เดินทางเห็นข้อเท็จจริง ว่ายังมีพื้นที่ที่สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย Update ข้อมูลสถานการณ์ผ่านสื่อท้องถิ่นเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวใน SUN-TV , หนังสือพิมพ์ Asahi และ Chunichi รวมทั้ง Travel Vision Link เพื่อเป็นช่องทางการให้ข้อมูลข่าวสารการเดินทาง เป็นต้น ส่วนตลาดอินเดีย จะเจรจากับบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่เพื่อเปลี่ยนเส้นทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยว ซึ่งตลาดอินเดียและศรีลังกาส่วนใหญ่ไม่อ่อนไหวกับเหตุวิกฤติมากนัก และกว่า 70% ยังคงยืนยันการเดินทางตามกำหนดการเดิม ยกเว้นกลุ่มครอบครัวที่มีเด็กเล็กเดินทางด้วย ซึ่งจะเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน ในส่วนของการกระตุ้นตลาดในประเทศก็จะมีหลายโครงการที่จะดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ"ขับรถเที่ยวภาคกลาง" "เที่ยวเหนือสืบสานโครงการพระราชดำริ""เที่ยวบึงบอระเพ็ด เมืองหลวงนกน้ำ" รวมทั้งกิจกรรมในเชิง CSR หรือ ท่องเที่ยวจิตอาสา คาราวานนำเที่ยว ช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่าง ๆ ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศความเคลื่อนไหวการท่องเที่ยวภายในประเทศให้คึกคักมากขึ้น และเรียกความมั่นใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้กลับเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ตามปกติ ทั้งหมดเป็นกลยุทธ์ในการสร้างโอกาสกระตุ้นการท่องเที่ยวท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้น |