|
|

|
ปณท.สั่งปิดทำการในกทม.แล้ว 73 แห่ง
|
|

|
|
"สาวกไอที"พึงสังวร ′ไอโฟน′ไม่ใช้แล้วของคุณ
สร้างภาระให้โลก มากกว่าที่คิด
|
ปณท.สั่งปิดทำการในกทม.แล้ว 73 แห่ง

ไปรษณีย์ไทยปิดที่ทำการในกทม.แล้ว 73 แห่ง พร้อมงดรับ-ส่งของใหญ่ในพื้นที่น้ำท่วม
วันนี้( 8 พ.ย.) น.ส.อานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า วิกฤติน้ำท่วมในพื้นที่กทม.และปริมณฑลที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ไปรษณีย์ไทยปิดที่ทำงานไปรษณีย์แล้ว 73 แห่ง จากที่มีทำการไปรษณีย์ในกทม. 200 แห่ง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่นำจ่ายของไปรษณีย์ที่มีอยู่ในกทม. 7,000 คน ยังคงมาทำงานตามหน้าที่ 65 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่หยุดคือพนักงานที่บ้านน้ำท่วมและไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ที่ยังคงอยู่ประจำที่ทำการไปรษณีย์เพื่อทำหน้าที่ “ตอนนี้ไปรษณีย์งดรับส่งของชิ้นใหญ่ระหว่างผู้ส่ง-ผู้รับในพื้นที่กทม. เพราะพบปัญหาเมื่อนำจ่ายแล้วบ้านผู้รับถูกน้ำท่วมไม่มีผู้อาศัย ขณะที่ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศซึ่งมีอีก 1,000 แห่ง ยังคงทำการตามปกติหากมีการนำส่งของชิ้นใหญ่มากทม.จะนัดจุดรับของเป็นที่ทำการไปรษณีย์หลักๆ เช่น ที่ทำการไปรษณีย์กลางบางรัก ที่ทำการไปรษณีย์อ่อนนุช และที่ทำการไปรษณีย์พระโขนง เป็นต้น” น.ส.อานุสรา กล่าวต่อว่า ปัญหาน้ำท่วมส่งผลให้การสัญจรลำบาก ดังนั้นไปรษณีย์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องของเส้นทางในพื้นที่ ได้อำนวยความสะดวกให้กับบริษัทและหน่วยงานต่างๆ ที่เดินทางไปมอบถุงยังชีพและช่วยเหลือคนในพื้นที่ โดยเป็นผู้นำทางเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย เบื้องต้นอำนวยความช่วยเหลือที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชัยนาท และอ่างทอง ซึ่งมีน้ำท่วมหนัก ซึ่งได้ทำงานร่วมกับศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) พร้อมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขส่งยาจากโรงงานผลิตไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องการยาได้ทัน.
"สาวกไอที"พึงสังวร ′ไอโฟน′ไม่ใช้แล้วของคุณสร้างภาระให้โลก มากกว่าที่คิด

สาวกไอทีทั้งหลายที่ชื่นชอบแกตเจ็ตใหม่ๆ พึงรำลึกไว้ว่า ไลฟ์สไตล์ที่แสนจะทันสมัยของคุณอาจก่อให้เกิดปัญหามากกว่าที่คิด
เพียงสามไตรมาสแรกของปีนี้ไอโฟนจำนวน55 ล้านเครื่องถูกขายออกไปหมดเกลี้ยง สินค้าไอทีสุดเก๋รุ่นล่าสุดเหล่านี้ช่างเป็นสิ่งยั่วยวนกิเลสเสียนี่กระไร
แต่ปัญหาก็คือ ในไม่ช้า สินค้าไอทีสุดเก๋รุ่นล่าสุดก็จะกลายเป็นของตกรุ่น ไอโฟนตัวเก่าของคุณอาจไม่สามารถรองรับแอพหรือลูกเล่นใหม่ๆได้อีกต่อไป ในสหรัฐฯ มือถือที่ใช้แล้ว คอมพิวเตอร์ และฮาร์ดแวร์ต่างๆจำนวนหลายล้านเครื่องกลายถูกทิ้งให้กลายเป็นขยะในแต่ละปี เครื่องเล่นไอทีเหล่านี้ยังเต็มไปด้วยโลหะมีพิษอย่างตะกั่ว แคดเมียม และสารปรอท และก็อย่าแปลกใจที่รู้ว่า ท้ายที่สุดแล้วขยะไอทีจะเหล่านี้แห่ไปกองรวมกันในประเทศกำลังพัฒนา
นิตยสารไทมส์รายงานว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งต้องการขยะไอทีพวกนี้เนื่องจากส่วนประกอบของพวกมันสามารถนำไปขายได้ แม้ว่าองค์กรระหว่างประเทศจะมีกฏหมายห้ามไม่ให้มีการขนส่งขยะไอทีที่ไม่ได้รับอนุญาตจากบรรดาประเทศโลกที่หนึ่งไปทิ้งยังประเทศด้อยพัฒนาก็ตาม
ผลการศึกษาในประเทศกาน่าซึ่งเป็นแหล่งรวมขยะไอทีแห่งใหญ่พบว่า สารมีพิษส่งผลกระทบต่อดินและอากาศ โดยพวกมันจะซึมลงสู่พื้นดิน และจะลอยขึ้นสู่อากาศเมื่อถูกเผา
"กระทั่งถึงตอนนี้ กาน่าก็ยังไม่มีกฏหมายห้ามการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์" อทิโม แซมสัน นักวิจัยชาวกาน่ากล่าวในที่ประชุมของกลุ่ม "หยุดปัญหาขยะไอที!" (Stop the E-Waste Problem หรือ StEP)
ไทมส์กล่าวว่า การที่ขยะไอทีแห่แหนมากองรวมกันในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก มีรากเหง้ามาจาก ปัญหาความยากจนนั่นเอง
ทองคำเป็นส่วนประกอบหนึ่งในขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยภูเขาขยะมือถือ 1 แสนเครื่องจะมีเศษทองคำชิ้นเล็กๆมูลค่ากว่า 130,000 ดอลลาร์ นั่นยังไม่รวมถึงทองแดงที่มีมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ และแร่เงินมูลค่า 27,000 ดอลลาร์
ชุมชนยากจนเหล่านี้หวังพึ่งขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นแหล่งรายได้ของพวกเขา ในปี ค.ศ. 2009 กาน่านำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปกว่า 215,000 ตัน
"จำนวนคนมากใช้ประโยชน์จากขยะพวกนี้ จึงทำให้เป็นการยากยิ่งขึ้นที่รัฐบาลจะปฏิเสธการนำเข้าขยะดังกล่าว" แซมสันกล่าว "วิธีแก้ปัญหาจะต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมด้วย"
กลุ่ม "หยุดปัญหาขยะไอที!" เสนอให้มีการออกกฏหมายเพื่อควบคุมการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อที่ผู้คนซึ่งอาศัยขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นแหล่งรายได้ยังคงสามารถทำงานของพวกเขาต่อไป ในวิถีทางที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของพวกเขาเองและสิ่งแวดล้อม
พูดง่ายแต่ทำยาก ทั้งนี้เพราะประเทศยากจนมีเงินจำกัด ไหนพวกเขาจะต้องใช้เงินเหล่านี้ไปกับเรื่องการศึกษา สาธารณสุข และการเลี้ยงดูประชากรในประเทศ ดังนั้นการลุกขึ้นมาสร้างโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็ดูจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย
ไทมส์ระบุว่าทางแก้อีกทางหนึ่งก็คือการทำให้บริษัทผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หันมาออกแบบสินค้าโดยคำนึงถึงโลหะมีพิษ ด้วยการจำกัดการใช้โลหะเหล่านี้ ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ควรเลือกบริโภคอย่างชาญฉลาดเสียบ้าง การทิ้งแบตเตอรี่สักก้อนก็เหมือนการหย่อนสารโคบอลท์และโลหะมีพิษอื่นๆลงไปในสิ่งแวดล้อม ขณะที่ร้านค้าไอทีหลายแห่งมีกล่องสำหรับใส่สินค้าไอทีไม่ใช้แล้วเพื่อที่จะนำไปรีไซเคิลอย่างปลอดภัย
แม้ว่าคงจะไม่มีอะไรที่สามารถไปหยุดยั้งความก้าวหน้าทางวิทยาการได้รวมทั้งการมีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
"แต่มันเป็นสิ่งจำเป็น"ไทมส์ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น |