ข่าวเด่นวันนี้

101Banner-2010

สถานีวิทยุ ออนไลน์ ฟังเพลงสดๆจากทุกสถานีโดยตรง Radio Online Live

101Radio_Onair Logo_Design_d.onweb WorldMusic-2

เอฟ.เอ็ม101 MHz กระบี่

เอฟ.เอ็ม 94.0 MHz กระบี่

World Music Radio

Lungsuan-01

MusicForYou

วิทยุเสียงจะนะ

เอฟ.เอ็ม95.00 MHz หลังสวน

Music For You

วิทยุเสียงจะนะ FM 98.50 MHz

โฆษณาสินค้ากับเราวันนี้Hot Merchandise

คลิ๊กดูรายละเอียด

คลิ๊กดูรายละเอียด

คลิ๊กดูรายละเอียด

คลิ๊กดูรายละเอียด

คลิ๊กดูรายละเอียด

คลิ๊กดูรายละเอียด

คลิ๊กดูรายละเอียด

คลิ๊กดูรายละเอียด

คลิ๊กดูรายละเอียด

คลิ๊กดูรายละเอียด

มีเงิน 30 บาท ก็เป็นเจ้าของได้

คลิ๊กดูรายละเอียด

เปาไวท์

อ่าวนาง ทราเวล แอนด์ ทัวร์ คลิ๊กดูรายละเอียด

มหาราชผ้าม่าน ถนน.มหาราช

เปา ไวท์ คลิ๊กดูรายละเอียด

กระบี่ เพ้นท์

สมาท พูล คลิ๊ก !!!! ดูรายละเอียด

Qwood คลิ๊ก !!!



เพชรเกษม วิศวกรรม

ประชาสัมพันธ์อย่างมีคุณภาพ

ไอที นวัตกรรม IT TECHNOLOGY พิมพ์ อีเมล

หมอนรองศีรษะจากยางพารา

IT_1

ช่วยผู้ป่วยแผลกดทับขณะผ่าตัด

ปัจจุบันวงการสาธารณสุขของไทยต้องนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์คิดเป็นเงินมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี การส่งเสริมให้นักวิจัยไทยสามารถคิดค้นและประดิษฐ์เครื่องมือทางการแพทย์เองได้ จะช่วยให้ภาครัฐสามารถประหยัดงบประมาณได้จำนวนมาก
   
ที่ผ่านมางานวิจัยเกี่ยวกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ฝีมือคนไทยถือว่ายังมีไม่มาก ซึ่งหนึ่งในผลงานวิจัยที่น่าสนใจที่นำมาเสนอในวันนี้ก็คือหมอนรองศีรษะจากยางพาราป้องกันแผลกดทับจากการผ่าตัดผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งคณะผู้วิจัย ประกอบด้วย ผศ.พญ.นลินี โกวิทวนาวงษ์ จากคณะแพทยศาสตร์ ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ดร.เจริญยุทธ เดชวายุกุล จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และศ.นพ.วิทูร ลีลามานิตย์ จากคณะแพทยศาสตร์ 
   
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการประดิษฐ์วัสดุรองรับเพื่อป้องกันบริเวณที่จะเกิดแผลกดทับสูง เช่น บริเวณศีรษะและใบหน้า โดยใช้ยางพาราแปรรูป ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายภายในประเทศ เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ยางพารา และลดการนำเข้าวัสดุทางการแพทย์จากต่างประเทศที่มีราคาสูง โดยหมอนเจลฯ หากต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 8,000-10,000 บาท ในขณะที่หมอนเจลฯ ที่วิจัยและผลิตขึ้นเองมีราคาประมาณ 4,500 บาท เท่านั้น
   
ผศ.พญ.นลินี โกวิทวนาวงษ์ วิสัญญีแพทย์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่าแผลกดทับเกิดจากแรงกดจากภายนอกกระทำต่อผิวหนังทำให้เกิดความดันกดทับระหว่างผิวสัมผัส มักพบในผู้ป่วยที่ไม่สามารถขยับตัวได้เป็นเวลานาน เช่น ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือผู้ป่วยที่ดมยาสลบและผ่าตัดเป็นเวลานาน เช่น การผ่าตัดสมอง ผ่าตัดในช่องปอด หรือการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ซึ่งต้องใช้เวลาในการผ่าตัดมากกว่า 2 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งการที่ผู้ป่วยจะต้องนอนผ่าตัดในท่านอนคว่ำ หากเกิดแผลกดทับบริเวณผิวหนังและกล้ามเนื้ออาจเกิดความพิการ ทำให้ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเพิ่มขึ้นอีก 
   
การป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับ ในผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตทำได้โดยการพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง แต่ในผู้ป่วยที่ดมยาสลบและผ่าตัดเป็นเวลานานไม่สามารถขยับตัวได้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดแรงดันกดทับบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ทางคณะวิจัยจึงได้คิดประดิษฐ์หมอนเจลรองศีรษะป้องกันแผลกดทับ (Latex polymer head pad for intraoperative pressure sore prevention) ขึ้น โดยผลิตจากพอรียูรีเทนเจลแล้วห่อหุ้มด้วยยางพาราแปรรูปที่ปรับโมเลกุลแล้ว เพื่อให้สามารถยืดหยุ่นได้ตามแรงกดทับ และปรับความนิ่มของเจลให้เหมาะกับการใช้งาน
   
รูปทรงของหมอนออกแบบเพื่อรองรับศีรษะสำหรับใช้ในการผ่าตัดท่านอนตะแคงและคว่ำ เพื่อลดแรงกดบริเวณใบหน้า หน้าผาก แก้ม และลูกตา รวมถึงออกแบบให้มีช่องสำหรับใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อดูแลผู้ป่วยได้สะดวกขึ้น มีเส้นผ่าศูนย์กลางวงนอก 22 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางวงใน 10 ซม. และ สูง 5 ซม.
   
ผศ.พญ.นลินี กล่าวต่อว่า จากการนำไปทดลองใช้จริงในผู้ป่วยจำนวน 51 ราย ที่มาผ่าตัดและให้ยาระงับความรู้สึกในห้องผ่าตัดใหญ่ ของ รพ.สงขลานครินทร์ โดยจัดท่านอนคว่ำหรือนอนตะแคง ใช้เวลาในการผ่าตัดมากกว่า 2 ชั่วโมง พบว่า ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาในการผ่าตัดของผู้ป่วยที่ใช้หมอนเจลฯ ผู้ป่วยต้องนอนนิ่งและเกิดแรงกดเป็นเวลา 232 นาที หรือเกือบ 4 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วย 35 ราย หรือร้อยละ 68.6  ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสหมอนเจลฯ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และผู้ป่วย 16 ราย หรือร้อยละ 31.4 ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสหมอนเจลฯ เกิดรอยแดงเล็กน้อย แต่ผู้ป่วยที่ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง สามารถหายกลับสู่สภาพเดิมภายในเวลา 30-60 นาที  หมอนเจลฯที่ประดิษฐ์ขึ้น จึงสามารถลดการเกิดแผลกดทับได้ดี ทำให้ผิวหนังถูกทำลายน้อยลง แม้ผู้ป่วยถูกกดทับอยู่นานกว่า 4 ชั่วโมงก็ตาม
   
ปัจจุบันหมอนรองศีรษะที่ประดิษฐ์ขึ้นกำลังอยู่ระหว่างจดสิทธิบัตร รวมถึงได้มีการนำไปลองใช้ในห้องผ่าตัดใหญ่ของโรงพยาบาล   อื่น ๆ ด้วย อาทิ รพ.ศิริราช รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ฯลฯ ซึ่งหากผลตอบรับดีทางคณะวิจัย มีแนวคิดจะประดิษฐ์วัสดุรองรับป้องกันแผลกดทับในรูปแบบอื่น ๆ  ที่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วยมากขึ้น เช่น แผ่นรองนั่งป้องกันแผลกดทับ สำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต และหมอนรองรักแร้ป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยที่มาผ่าตัดท่านอนคว่ำ
   
รวมถึงในอนาคตจะประดิษฐ์และพัฒนาวัสดุป้องกันแผลกดทับ เพื่อรองรับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายสำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด และจะพัฒนาต่อยอดเพื่อประดิษฐ์เป็นที่นอนและแผ่นรองนั่งบนรถเข็นสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต อีกต่อไป ด้วย.

………………………..

แอปเปิ้ลฟ้องเอชทีซีก๊อปปี้ไอโฟน

IT_2

มือถือเอชทีซี 'ละม้าย' กับไอโฟนเสียเหลือเกิน แอปเปิ้ลจึงยื่นฟ้องเอชทีซี ด้วยข้อหาละเมิดสิทธิบัตร 20 รายการที่เกี่ยวข้องกับไอโฟน

แอปเปิ้ลมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลอีกแล้ว คราวนี้ในฐานะโจทก์ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศแห่งสหรัฐ เพื่อดำเนินคดีต่อ "เอชทีซี" ผู้ผลิตมือถือไต้หวัน ข้อหาละเมิดสิทธิบัตร 20 รายการที่เกี่ยวข้องกับไอโฟน

 ใครที่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาของมือถือเอชทีซีกันมาบ้างคงไม่ปฏิเสธว่ามัน "ละม้าย" กับไอโฟนเสียเหลือเกิน ปัญหาคือมันไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น "รูปแบบ" คำสั่งใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัสของเอชทีซียังดันไปคล้ายคลึงกับไอโฟนของแอปเปิ้ลเข้าด้วย

 แอปเปิ้ลจับตาดูความเคลื่อนไหวของเอชทีซีมาตลอด จนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 มี.ค.) ส่งเรื่องฟ้องไปสองแห่ง ได้แก่ คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ และศาลแขวงเดลาแวร์

 เอาจริงถึงขั้น สตีฟ จ็อปส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิ้ลออกโรงแถลงด้วยตัวเอง บอกว่า "พวกเราจะนั่งนิ่ง และดูคู่แข่งขโมยสิ่งประดิษฐ์ที่เราจดทรัพย์สินทางปัญญาไว้ หรือทำอะไรบางอย่าง เราขอเลือกทำอะไรบางอย่างดีกว่า เราคิดว่าการแข่งขันเป็นสิ่งที่ดี แต่คู่แข่งก็ควรคิดเทคโนโลยีแรกเริ่มด้วยตัวเอง ไม่ใช่มาขโมยของเรา"

 สิทธิบัตรที่แอปเปิ้ลกล่าวอ้างว่าเอชทีซีละเมิดภูมิปัญญา ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพวกการออกแบบคำสั่งใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัส (Graphic User Interface) ประเภทใช้นิ้วลากเลื่อนหน้าจอ พลิกรูป ย่อ/ขยายรูป และยังเกี่ยวข้องกับการออกแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ด้วย

 แอปเปิ้ลร้องขอให้ศาลสั่งห้ามเอชทีซีนำเข้าและจำหน่ายมือถือที่ละเมิดสิทธิบัตรในสหรัฐ และยังเรียกร้องค่าเสียหายด้วย แต่ไม่ได้ระบุจำนวน

 หลังจากแอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟนเมื่อปี 2550 เรียกว่าสร้างกระแสคลั่งไอโฟนไปทั่วโลก ขนาดเมืองไทยยังไม่มีตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พ่อค้าหากำไรอุตส่าห์เดินทางไปหิ้วเครื่องมาจากเมืองนอกมาขายตามแหล่งจำหน่ายมือถืออย่างมาบุญครองเครื่องละ 3 หมื่นบาทก็มีคนซื้อ นี่คือเรื่องจริง นอกจากออกแบบได้แหล่มแล้ว ยังมีลูกเล่นพวกนิ้วลากถูกที่ชาวไอทีอ้าปากค้างด้วย

 ที่น่าสนใจคือ ทำไมแอปเปิ้ลถึงพุ่งเป้าไปที่เอชทีซี ไม่เล่นงานผู้ผลิตมือถือรายอื่นอย่างโมโตโรล่า ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ หรือปาล์ม ซึ่งล้วนผลิตมือถือที่ตั้งใจ "ล้มไอโฟน" อีกประเด็นคือแอปเปิ้ลไม่ได้เอ่ยชื่อผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์ หรือกูเกิล ไว้ในคำร้องเลย

 ในคำร้องที่ยื่นฟ้องต่อคระกรรมการการค้าระหว่างประเทศ แอปเปิ้ลเอ่ยชื่อรุ่นโทรศัพท์มือถือ 12 รุ่น ที่อ้างว่าใช้เทคโนโลยีเลียนแบบไอโฟน ในจำนวนนี้ 5 รุ่น เป็นมือถือเน็กซัส วัน (Nexus One) ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล อีก 7 รุ่นที่เหลือเป็นมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส โมบาย ของไมโครซอฟท์

 เรียกว่าทั้งกูเกิลและไมโครซอฟท์ไม่ได้ตกเป็นจำเลยร่วมในคดีฟ้องร้องด้วย อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าเทคโนโลยีที่เป็นปัญหาคือซอฟต์แวร์ของเอชทีซีที่ซ้อนอยู่บนระบบปฏิบัติการของสองเจ้า

 กระนั้นหากมองตามรูปการณ์แล้ว การทำงานของซอฟต์แวร์เอชทีซีจำเป็นต้องอาศัยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล หรือวินโดว์สโมบายของไมโครซอฟท์ก็ตามที เท่ากับว่ากูเกิลและไมโครซอฟท์อาจถูกบีบให้ออกมา "ปกป้อง" เทคโนโลยีที่อยู่ในระบบปฏิบัติการโดยปริยาย

 ตามปกติเมื่อบริษัทใดขายใบอนุญาตใช้เทคโนโลยีให้อีกบริษัทเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ มักมีบทบัญญัติว่าด้วยการชดเชยค่าเสียหายระบุให้บริษัทผู้ออกใบอนุญาต้องปกป้องเทคโนโลยีของตน หากเกิดคดีความ

 กรณีดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแล้วสมัยลูเซ่นต์ เทคโนโลยีฟ้องบริษัทเกตเวย์และเดลล์เมื่อปี 2546 คดีดังกล่าวไม่มีชื่อไมโครซอฟท์เป็นจำเลยร่วม แต่ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลด้วย เนื่องจากคำร้องกล่าวถึงเทคโนโลยีบีบอัดและเข้ารหัสไฟล์เอ็มพี 3 (เพลง) และเอ็มเพ็กซ์ (ภาพเคลื่อนไหว) ซึ่งเรียกใช้งานโดยอาศัยระบบปฏิบัติการวินโดว์สบนเครื่องของเกตเวย์และเดลล์

 คดีความลากยาวมาถึงปี 2550 สุดท้ายศาลซานดิเอโกมีคำสั่งให้อัลคาเทล-ลูเซ่นต์ชนะความ ไมโครซอฟท์ต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวน 1,520 ล้านดอลลาร์ แน่นอนว่าไมโครซอฟท์ยื่นอุทธรณ์ ผ่านมาจนวันนี้ยังมีบางส่วนของคดีคาราคาซังอยู่

 กรณีแอปเปิ้ลฟ้องเอชทีซี กระทบชิงทั้งกูเกิลและไมโครซอฟท์ เรียกว่า ยักษ์ชนยักษ์ หนังเรื่องนี้ยาวเป็นมหากาพย์แน่

………………………..

 

โฆษณากับเราวันนี้

ติดต่อโฆษณากับเรา
085 692 3320 /  081 089 8381 

Banner 2010

J_V-1-Giff

Baanrao_Gif

Morseng1Banner

BoonsiamHotel53

Smartpool_Giff2010

Your are currently browsing this site with Internet Explorer 6 (IE6).

Your current web browser must be updated to version 7 of Internet Explorer (IE7) to take advantage of all of template's capabilities.

Why should I upgrade to Internet Explorer 7? Microsoft has redesigned Internet Explorer from the ground up, with better security, new capabilities, and a whole new interface. Many changes resulted from the feedback of millions of users who tested prerelease versions of the new browser. The most compelling reason to upgrade is the improved security. The Internet of today is not the Internet of five years ago. There are dangers that simply didn't exist back in 2001, when Internet Explorer 6 was released to the world. Internet Explorer 7 makes surfing the web fundamentally safer by offering greater protection against viruses, spyware, and other online risks.

Get free downloads for Internet Explorer 7, including recommended updates as they become available. To download Internet Explorer 7 in the language of your choice, please visit the Internet Explorer 7 worldwide page.