|
แก๊งล้วงกระเป๋าอาละวาดงานเมาลิดกลางกระบี่

กระบี่ - แก๊งล้วงกระเป๋า ป่วนงานเมาลิด ฉกกระเป๋าผู้ร่วมงานสูญเงินจำนวนมาก ปธ.ประชาสัมพันธ์เตือนผู้เข้าร่วมงานระวังตัวเพิ่มขึ้น นายเดช ช่างเรือ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์การจัดงานเมาลิดกลาง จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ตามที่ทางคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ และประชาชนชาวกระบี่ที่นับถือศานาอิสลามได้ร่วมกันจัดงานเมาลิดกลางจังหวัดกระบี่ขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5-9 มีนาคม 2553 เพื่อรำลึกถึงวันคล้ายวันประสูติของท่านศาสดามูฮัมมัด (ซ.ล.) และเป็นงานช่วยส่งเสริมและเผยแพร่จริยวัตรและคำสอนของท่านศาสดา อันเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ของมวลมนุษยชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้พี่น้องมุสลิมได้ถือเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ โดยภายในงานได้มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารชนิดต่างๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมของนักเรียนนักศึกษาจากสถาบันสอนศาสนาในจังหวัดกระบี่ และในแต่ละคืนมีพี่น้องมุสลิมและชาวต่างศาสนิก ทั้งในจังหวัดกระบี่และใกล้เคียง เข้าเที่ยวชมงานอย่างล้นหลาม แต่ละคืนไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์การจัดงานเมาว์ลิดกลางจังหวัดกระบี่ เปิดเผยอีกว่า หลังการจัดงานผ่านไป 2 คืน ปรากฏว่า ได้รับแจ้งจากผู้ที่มาร่วมงานว่าถูกล้วงกระเป๋าสูญเงินไปจำนวนมาก โดยคาดว่าน่าจะเป็นเก็งล้วงกระเป๋าเข้ามาเที่ยวปะปนกับกลุ่มคนที่มาเที่ยวงาน เมื่อสบโอกาสก็ได้ทำการล้วงกระเป๋า ซึ่งหลังจากที่ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ ได้รับแจ้งก็ได้มีการประกาศเตือนบนเวทีให้ผู้ที่มาเที่ยวภายในงานให้เพิ่มความระมัดระวังแก็ง ล้วงกระเป๋าเป็นระยะ พร้อมประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าดูแลกวดขันภายในงาน “ที่ผ่านมา จากการจัดงานติดต่อกันเป็นปีที่ 28 ไม่เคยปรากฏแก๊งล้วงกระเป๋าเข้ามาก่อเหตุภายในงาน ซึ่งแก๊งล้วงกระเป๋าที่เกิดขึ้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ได้เบาะแสว่าเป็นคนในพื้นที่จังหวัดกระบี่หรือมาจากที่อื่น จึงขอให้ผู้ที่มาร่วมงานให้เพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากขึ้น เพราะคนจำนวนมากยากที่เจ้าหน้าที่จะเฝ้าระวัง”
………………………..
นายสิบเมาซ่ายิงคนการไฟฟ้าดับ ปืนทุบชาวบ้านเจ็บ2

ส.ต.โหดยิงพนักงานการไฟฟ้าดับ ก่อนไล่ทุบชาวบ้านด้วยปืน 11 มม.เจ็บอีก 2 ถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์หัวแตกหน้าปวม แต่ไม่ยอมรับสารภาพว่ายิงคนตาย..
เมื่อกลางดึกวันที่ 7 มี.ค. ตำรวจ สภ.เมืองกระบี่ รับแจ้งเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต ที่ซอยตาหลง หรือซอยราษฏร์พัฒนา หมู่ที่ 11 ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ จึงรุดไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุอยู่หน้าบ้านไม่มีเลขที่เพิ่งสร้างใหม่ พบศพภายในรถยนต์เก๋ง โตโยต้า โคโรล่า สีน้ำเงิน ทะเบียน กก 351 กระบี่ ทราบชื่อต่อมาคือนายอำนาจ หรือติ๊ก สมันธการ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 173 ม.7 ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ เป็นพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดกระบี่ ทำหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้า ถูกยิงเข้าที่ราวนมซ้าย 1 นัด และแขนซ้าย 1 นัด กระสุนฝังใน ส่วนในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนขนาด 11 มม. จำนวน 2 ปลอก และห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร หน้าร้านขายของชำพบปลอกกระสุนปืนขนาดเดียวกันตกอยู่บนถนน 2 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
สอบสวนเบื้องต้นทราบว่าผู้ตายเป็นพนักงานการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาคจังหวัดกระบี่ โดยได้แยกบ้านกันอยู่กับภรรยา ซึ่งเป็นผู้ช่วยพยาบาล รพ.กระบี่ และมาเช่าบ้านอยู่ในซอยหน้าบ้านที่เกิดเหตุห้องที่ 6 ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้มาขึ้นรถเตรียมขับออกจากที่เกิดเหตุ แต่ได้มีคนร้ายตัดผมเกรียนมายืนพูดคุยกับผู้ตายจากนั้นได้ใช้ปืนยิงใส่ 2 นัด
ต่อมาหลังเกิดเหตุประมาณ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในซอยดังกล่าว ห่างจากจุดพบศพประมาณ 2 กิโลเมตร พบชายต้องสงสัยใช้ปืนไล่ทุบตีชาวบ้านบาดเจ็บไป 2 ราย ก่อนจะถูกชาวบ้านช่วยกนจับตัวไว้ได้จึงเดินทางไปตรวจสอบ ทราบชื่อต่อมา คือ ส.ต.ธนา แพรกทอง อยู่บ้านเลขที่ 18 ม.6 ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่ เป็นทหารสังกัด ร 5 พัน 3 ค่ายสิรินทร จ.ปัตตานี ในสภาพเมามาย ตามร่างกายมีเลือดไหลเปรอะเนื่องจากมีแผลแตกที่ศีรษะ ด้านหลังและใบหน้าบวมช้ำ พร้อมด้วยอาวุธปืนขนาด 11 มม.จำนวน 1 กระบอก ภายในรังเพลิงมีกระสุนค้างอยู่ 1 นัด และในกระเป๋าสะพายพบแม็กกาซีน 1 อันมีกระสุน 2 นัด
ชาวบ้านให้การว่า ส.ต.ธนา ได้ออกมาจากสวนปาล์มน้ำมัน ขอยืมรถชาวบ้าน แต่ไม่ได้ จึงชักอาวุธปืนออกมาไล่ทุบตีชาวบ้านบาด เจ็บไป 2 ราย คือนายสมศักดิ์ สังบุตร อายุ 62 ปี อยู่ 127 ม.12 ต.กระบี่น้อย บาดเจ็บที่ศีรษะและใบหน้า และนายสันชัย มูละ อายุ 23 ปี อยู่ 126 ม.12 ต.กระบี่น้อย ศีรษะแตก ทางญาติๆ ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเห็นเหตุการณ์ จึงกรูเข้าไปช่วยเหลือ และรุมสกัม ส.ต.ธนา จนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว
เบื้องต้น ส.ต.ธนา ให้การวกวนไปมา และปฏิเสธไม่รู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้น จะขอพบทนายและขอให้แจ้งต้นสังกัดเท่านั้น.
………………………..
ลอบเผาซ้ำป่าต้นน้ำท่าปอมคลองสองน้ำที่กระบี่ เสียหายกว่า 50 ไร่

กระบี่ - คนร้ายลักลอบจุดไฟเผาอีกป่าต้นน้ำท่าปอมคลองสองน้ำ เสียหายอีกประมาณ 50 ไร่ เย้ยคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ยึดคืนพื้นที่ถูกนายทุนบุกรุกแผ้วถางกลับเป็นของรัฐ พร้อมล่าตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดกระบี่ ว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 7 มีนาคม นายก้าหรีม หลักแหล่ง กำนันตำบลเขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ ได้รับแจ้งเกิดเหตุไฟไหม้ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าทับปริก ท้องที่หมู่ 1 ต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ อย่างรุนแรง โดยเกิดไฟลุกไหม้ลามเป็นบริเวณกว้าง พร้อมกันหลายจุด และโหมกระหน่ำไหม้พื้นที่ป่าอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นป่าไผ่และป่าไม้ใหญ่ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมประสานขอรถดับเพลิง อบต.เขาคราม และรถน้ำของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกระบี่ เข้าระงับเหตุ นายก้าหรีม หลักแหล่ง กำนันตำบลเขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ สำหรับจุดที่เกิดเหตุไฟไหม้อยู่ใกล้กับจุดเดิมที่เคยเกิดไฟไหม้ไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา โดยครั้งนั้นพื้นที่ป่าถูกไฟเผาพลาญเสียหายไม่น้อยกว่า 500 ไร่ สาเหตุเกิดจากมีนายทุนเข้าไปบุกรุกแผ้วถาง และเผาทำลายป่า เพื่อปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมัน ส่วนครั้งนี้ป่าเสียหายประมาณ 50 ไร่ ซึ่งอยู่ห่างจากหน่วยประสานป้องกัน และปราบปรามการทำลายป่า (นปม.) ไม่ถึง 1 กิโลเมตร แต่ก็ยังมีการปล่อยให้มีการบุกรุกได้ และเผาซ้ำซาก ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา นายประสิทธิ์ โอสถานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงสำรวจพื้นที่พบว่า นอกจากมีการบุกรุกป่าแล้ว ก็ยังมีการลักลอบตัดไม้แปรรูปด้วย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกับสั่งให้มีการยึดพื้นที่คืนเป็นของรัฐ โดยให้เวลาคณะทำงาน 30 วัน โดยมีทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่เป็นหัวหน้าชุด แต่เวลาผ่านมาเพียง 2 วัน ก็เกิดมีการลักลอบเผาป่าอีก ซึ่งเหมือนกับเป็นการท้าทายอำนาจของผู้ว่าฯ “ขอฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่างแล้วหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพราะเชื่อว่าจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปพัวพันอย่างแน่นอน และให้รีบยึดคืนพื้นที่ป่ามาเป็นของรัฐโดยเร็ว เพาะหากพื้นป่าแห่งนี้ถูกทำลายก็จะกระทบสภาพแวดล้อมของท่าปอมคลอสองน้ำด้วย เพราะผืนป่าแห่งนี้เป็นต้นน้ำของคลองท่าปอมคลองสองน้ำ”
………………………..
ครั้งแรกของการรวมตัว นปช.แดงกระบี่ 53

ผู้สื่อข่าวจังหวัดกระบี่ รายงานว่าในการจัดเวทีปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดง จ.กระบี่ ค่ำวันที่ 6 มี.ค.53 นำโดยนายสุกิจ สิงโต แกนนำแดงกระบี่ เพื่อหาทุนและปลุกระดมคนไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ ที่ทางแกนนำใหญ่กำหนดชุมนุมใหญ่ขึ้น วันที่ 14 มี.ค.53 ที่จะถึงนี้ ภายในสวนปาล์มน้ำมัน บ้านนาแค หมู่ที่ 4 ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ โดยมีคนเสื้อแดงในพื้นที่ และข้างเคียงเข้ารับฟังประมาณ 300 คน โดยมีแกนนำร่วมปราศรัยบนเวที คือนายสฤษพงษ์ เกี่ยวข้อง ที่ปรึกษานายก อบจ.กระบี่ และเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทยจังหวัดกระบี่ นายวิรัช ปาไหน อดีตนายก อบต.คลอยาง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ และนายวาริช ญาณแก้ว อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย จ.นครศรีธรรมราช เข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่อยู่ในแวดวงธุรกิจชื่อดังหลายคนในจังหวัดกระบี่ เข้าร่วมฟังการปราศรัยด้วย สำหรับการเปิดเวทีปราศรัยและการและการออกมาแสดงตัวของแกนนำบนเวทีและกลุ่มคนเสื้อแดงถือว่าเป็นครั้งแรกของจังหวัดกระบี่ ที่มีการรวมตัวกันและเปิดเผยตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมามีการทำกิจกรรมแบบหลบๆซ่อนๆมาตลอด เมื่อเริ่มเวทีพิธีกรเปิดรายการปราศรัยโจมตีรัฐบาลและระบอบอำมาตย์รวมทั้งยกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกับเชิญนายวาริช ญาณแก้ว อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นการเชิญชวนให้กลุ่มคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มีนาคม 53 เพื่อล้มล้างระบอบอำมาตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ทางพรรคเพื่อไทยได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน
ต่อมาทางนายวิรัช ปาไหน อดีตนายก อบต.คลองยาง ก็ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็มีแต่คำเยินยอพ.ต.ท.ทักษิณ และกล่าวพาดพิงการทำหน้าที่ของศาลในคดียึดทรัพย์ ว่ามีคนชักไยอยู่เบื้องหลังเหมือนกับตนที่ต้องออกจากการเป็นนายก อบต.ก่อนครบวาระ ถูกอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เซ็นคำสั่งให้ออกเนื่องจากการทุจริตในหน้าที่ โดยไม่มีข้อหา ซึ่งตอนนี้ตนก็ได้ไปร้องขอความเป็นธรรมจากศาลปกครอง และเรื่องก็ยังอยู่ที่ศาล
หลังจากนายวิรัช กล่าวปราศรัยจบ ก็ได้เชิญ นายสฤษพงษ์ เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญ ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับกลุ่มแกนนำสามเกลอมากที่สุด ขึ้นปราศรัยบนเวที โดยนายสฤษพงษ์ ได้กล่าวยกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงการทำหน้าที่ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นคนเก่งที่ยากจะหาใครเปรียบได้ ทั้งการปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ และเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับพี่น้องมุสลิมคนหนึ่ง พร้อมทั้งแย้งว่าการเกิดเหตุการณ์ที่ยิงถล่มชาวมุสลิมในมัสยิดกรือแซะ จังหวัดปัตตานี ไม่ใช่ฝีมือของ พ.ต.ท.ทักษิณ
และนอกจากยังบอกด้วยว่าที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยจะให้ความสำคัญกับมุสลิม โดยการเลือกตั้งทุกครั้งจะให้มี ส.ส.ที่เป็นมุสลิม ลงเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดกระบี่ 1 คน จาก 3 คน พร้อมกล่าวโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่เคยให้ความสำคัญกับพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งจะเห็นได้จากส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทุกครั้งจะไม่มีตัวแทนจากพี่น้องมุสลิมแม้แต่คนเดียว ทั้งที่ประชากรมุสลิมในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีอยู่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ และนอกจากนี้ต่อไปทางพรรคภูมิใจไทยก็จะให้ความสำคัญในการจัดตั้งนครปัตตานี อย่างแน่นอนหากว่าได้เป็นรัฐบาลในคราวต่อไป
นายสฤษพงษ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาชาวกระบี่และคนภาคใต้ไม่ทันเกมส์พรรคประชาธิปัตย์และถูกหลอกตลอดมา โดยพยายามให้คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นของคนใต้ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับ อดีตนายกทักษิณ ผิดพลาดมาตลอดด้วยเช่นเดียวกัน และนอกจากนี้ทางพรรคประชาธิปัตย์ที่มีลุกพี่ใหญ่หนุนหลัง จึงทำให้คดีต่างๆของพรรคประชาธิปัตย์ เช่นคดียุบพรรคจากกรณีเงินบริจาก 250 ล้านก็ยังไม่มีความคืบหน้า และว่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของคนเสื้อแดงกระบี่ ที่เหมือนกับพม่าที่อยู่ในประเทศ ไม่มีแกนนำ แต่เมื่อเกิดเรื่องก็จะมาร่วมตัวกันรวดเร็วทันที เสื้อแดงกระบี่ก็เช่นเดียวกันเมื่อมีการวมตัวกันก็ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็สามารถรวมตัวกันได้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในบริเวณเวทีปราศรัยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น ประมาณ 10 นาย ทั้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเพื่อป้องกันมือที่สามเข้าก่อเหตุความวุ่นวายภายในงาน โดยมีการตรวจค้นรถทุกคันที่ขับผ่านเวทีของคนเสื้อแดง แต่ก็ไม่มีเหตุการความวุ่นวายเกิดขึ้นแต่อย่างได
………………………..
ยิงหัวหน้าตำรวจชุมชน สภ.ห้วยยอด ดับ

ตรัง - คนร้ายก่อเหตุยิงหัวหน้าตำรวจชุมชนตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เสียชีวิตคาที่ ขณะพยายามจะเข้าไประงับเหตุทะเลาะวิวาท และใช้อาวุธปืนยิงใส่กันก่อนหน้านั้น จนท.เร่งไล่ล่าคนร้ายที่ก่อเหตุแล้วได้หลบหนีเข้าป่า วันนี้ (8 มี.ค.) ศูนย์วิทยุสื่อสาร สภ.ห้วยยอด จังหวัดตรัง ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 4 ตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จึงรีบวิทยุสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุมชนที่รับผิดชอบในพื้นที่ เดินทางเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งปรากฏว่า ขณะนั้น ส.ต.อ.บุญชิต บัวสด อายุ 35 ปี ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สภ.ห้วยยอด ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าตำรวจชุมชนตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด ได้ยินการแจ้งเหตุร้ายทางวิทยุ จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ปรากฏว่า ขณะนั้นคนร้ายกำลังอยู่ในอาการเกรี้ยวกราด ทราบชื่อต่อมาคือ นายพิเชษ โชติรัตน์ อายุ 36 ปี ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังที่เกิดเหตุ ได้ใช้อาวุธปืน ชนิดลูกซองยาว ส่องยิงไปที่ ส.ต.อ.บุญชิต ทันที จำนวน 2 นัดซ้อน โดยไม่ทันจะได้พูดคุยอะไร ส่งผลให้กระสุนปืนเจาะเข้าที่บริเวณหน้าอกของ ส.ต.อ.บุญชิต จนล้มลงเสียชีวิตทันที ซึ่งหลังก่อเหตุแล้ว คนร้ายพร้อมนำอาวุธปืน จำนวน 2 กระบอก ก็ได้วิ่งหนีเข้าป่าไปทางหลังบ้าน ซึ่งอยู่ติดกับเชิงเขาน้ำพราย พื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด ต่อมากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พ.ต.อ.ปัญจพล ชำนาญหมอ ผู้กำกับการ สภ.ห้วยยอด พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประเสริฐ จันทร์สว่าง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง และ พ.ต.อ.ธรรมนูญ ไตรทิพย์พงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง รวมประมาณ 50 นาย ได้รีบเดินทางไปตรวจสอบยังสถานที่เกิดเหตุ และกระจายกำลังปิดล้อม เพื่อจับกุมตัว นายพิเชษ คนร้ายรายนี้ให้ได้ จากการสอบสวนและตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ทราบว่า ก่อนหน้านั้น นายพิเชษ คนร้ายรายนี้ ซึ่งเป็นหลานชายของ นายประเดิม โชติรัตน์ กำนันตำปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด แต่ปัจจุบันไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง และเป็นนักพนันตัวยง ได้มีปัญหาทะเลาะวิวาทกับ นายศักดิ์ชาย พลอินทร์ ชาวบ้านหมู่ที่ 1 ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ซึ่งได้เดินทางมาหาที่บ้านของ นายพิเชษ จากนั้นทั้งคู่ได้มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง นายพิเชษ จึงใช้อาวุธปืน ชนิดลูกซองสั้น ขนาด.38 ยิงเข้าใส่ นายศักดิ์ชาย จนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณต้นแขน ต่อจากนั้น ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ จึงโทรศัพท์ไปแจ้งยังศูนย์วิทยุสื่อสาร สภ.ห้วยยอด ว่า เกิดเหตุยิงกัน ซึ่งหลังจาก ส.ต.อ.บุญชิต ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าตำรวจชุมชนตำบลปากแจ่ม ได้รับแจ้ง ก็รีบขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้ามายังสถานที่เกิดเหตุทันที พร้อมด้วย นายสมบูรณ์ ทองพราว ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลนาท่ามเหนือ ซึ่งก็ทราบว่า ลูกบ้านถูกยิง ก็รีบเดินทางมาที่เกิดเหตุเช่นกัน โดยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของ ส.ต.อ.บุญชิต อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น เมื่อทั้งคู่เดินทางมาถึงก็พบว่า นายศักดิ์ชาย กำลังถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส และมีรถจักรยานยนต์ ไม่ทราบยี่ห้อ รุ่น และสี ทราบเพียงหมายเลขทะเบียน ขตร-833 ตรัง กำลังถูกเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง จนวอดวายทั้งคัน ซึ่งต่อมาก็ทราบว่า เป็นฝีมือของ นายพิเชษ คนร้ายรายนี้เช่นกัน แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดจาอะไรกัน ก็ถูก นายพิเชษ ใช้อาวุธยิงสวนมาทันที เพราะเข้าใจว่า ส.ต.อ.บุญชิต จะไปจับกุมตัว สำหรับ ส.ต.อ.บุญชิต บัวสด ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สภ.ห้วยยอด เป็นชาวหมู่ที่ 4 ตำบลวังคีรี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เพิ่งย้ายมาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา และเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าตำรวจชุมชนตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด ได้ประมาณเดือนเศษเท่านั้น จนกระทั่งมาถูกยิงจนเสียชีวิตในที่สุด
………………………..
ภูเก็ตรวบผู้ต้องหาเตรียมส่งปลาสวยงาม-ปะการัง ขึ้น กทม.

ภูเก็ต - ศูนย์อนุรักษ์ร่วมตำรวจน้ำภูเก็ต รวบขบวนการลักลอบขนปลาสวยงาม และ ปะการัง ส่งขายกรุงกรุงเทพฯ วันนี้ (7 มี.ค ) ที่บริเวณหน้าสำนักงานการไฟฟ้าจังหวัดภูเก็ตเก่า ถนนเทพกระษัตรี ขาออกนอกเมือง เจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 ภูเก็ต พร้อมด้วยตำรวจน้ำภูเก็ต นำโดย นายไพทูล แพนชัยภูมิ ผู้อำนวยการ ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 ภูเก็ต ร.ต.ท.ณัฐพงศ์ พฤกษธาราธิกูล รองสารวัตรตำรวจน้ำภูเก็ต นายประจวบ โมฆรัตน์ เจ้าพนักงานประมงชำนาญการ ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายพิชิต บางจาก อายุ 34 ปี นาย เอ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี และ นายบี (นามสมมติ) อายุ 16 ปี พร้อมด้วยของกลางปลาสวยงามจากทะเลชนิดต่างๆ ปะการัง ดอกไม้ทะเล จำนวน 15 ลัง และ 1 กระสอบ พร้อมรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บท 8186 ภูเก็ต จำนวน 1 คัน สำหรับการจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีการลักลอบขนปะการังและปลาสวยงามจากพื้นที่ตำบลราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อส่งขึ้นรถโดยสารประจำทาง เพื่อส่งต่อไปยังผู้รับที่กรุงเทพฯ หลังจากทราบข่าวทางเจ้าหน้าที่ได้วางแผนจับกุมและเฝ้าตรวจสอบโดยดักรอที่สถานีขนส่งจังหวัดภูเก็ต แต่ผู้ต้องหาได้เปลี่ยนเส้นทางเพื่อนำของไปส่งในจุดนัดพบอื่นแทน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้ขับรถติดตามและสะกัดจับกุมได้ในที่สุด หลังจากนั้น ได้นำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่งร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรเมืองถูเก็ตเพื่อดำเนินคดีต่อไป นายไพทูล กล่าวว่า ที่ผ่านมา การลักลอบจับปลาสวยงามจากทะเล รวมทั้งปะการังเพื่อส่งไปขายในพื้นที่อื่นๆ ตามใบสั่งนั้นมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำกันเป็นขบวนการ ทั้งการจับปลาในทะเล การขนส่งมายังฝั่ง และการขนต่อไปยังปลายทางที่มีใบสั่งซื้อเข้ามา ในปีนี้มีมาหลายครั้งแล้วแต่การจับกุมทำได้ยาก เพราะคนเหล่านี้ทำกันเป็นขบวนการ และจะเปลี่ยนรูปแบบการส่งของตลอด เพื่อหลบหนีการจับกุม บางครั้งจะนำของไปทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าระวังและติดตามจับกุมอย่างต่อเนื่อง สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีจำนวนมาก ขณะที่หนึ่งในผู้ต้องหา กล่าวว่า ได้รับการติดต่อว่าจ้างให้ขนสินค้าดังกล่าวมาส่งให้กับรถทัวร์โดยได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 500 บาท ส่วนรถที่ใช้บรรทุกนั้นทางผู้ว่าจ้างเป็นผู้เช่าตนมีหน้าที่ในการขับรถขนของเท่านั้น
……………………….. |